January 5th, 2009 | Posted in ประกันชีวิต

โลกของการประกันชีวิต
ปัจจุบันถือได้ว่า ธุรกิจประกันชีวิต เป็นอุตสาหกรรมการเงินขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ประเทศไทยสามารถเก็บเบี้ยประกันทั้งระบบได้ประมาณปีละ 180,000 ล้านบาท นับว่าเป็นภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญยิ่งของชาติที่จะขับเคลื่อนระบบการเงินเราต่างมั่นใจว่าเบี้ยประกันโดยรวมจะคงไม่หยุดอยู่แค่นั้น วันหนึ่งเราอาจจะเห็นการเก็บเบี้ยประกันรวมทั้งระบบหลายแสนล้าน หรืออาจทะลุล้านล้านบาทต่อปีในอนาคต
นี่เป็นเพียงกลไกทางการเงินที่ประกันชีวิตมีส่วนร่วมกับระบบเศรษฐกิจของชาติ แต่อาจมองอีกด้านหนึ่งในภาคอุตสาหกรรมการประกันชีวิตที่ช่วยขจักปัญหาความเดือดร้อน หรือบรรเทาความเดือดร้อนให้กับสังคมชาติ ที่ต้องประสบภัยตามกลไกของวงจรชีวิตอีกไม่รู้จักเท่าไหร่ ปัจจุบันสังคมไทยมีประกันชีวิตเพียง 17-18 % จากประชากร 62 ล้านคน หรือประมาณ 11 ล้านกรมธรรม์ เก็บเบี้ยฯ ได้ปีละ 180,000 ล้านบาท หากคนไทยเพิ่มสัดส่วนประกันชีวิตเป็น 30 % ขึ้นไป เบี้ยประกันทั้งธุรกิจอาจจะถึง 400,000 ล้านบาทก็เป็นได้
การประกันชีวิตในประเทศมีความแปลกอยู่บางประการคือ ความจำเป็นต้องมีประกันชีวิตนั้นเป็นความจริง แต่คนไทยไม่อยากประกันชีวิต นี่คือความยากของประกันชีวิตไทย แม้จะพยายามทำให้คนไทยทุกคนมีประกันชีวิตคงไม่ง่ายเหมือนระบบการเงินฝากธนาคาร และขณะเดียวกันเราไม่อาจนำทฤษฎีราคามาใช้กับตลาดประกันชีวิตได้ทั้งหมด เช่นอยากให้ซื้อประกันชีวิตกันมากๆ ไม่ยากเลย เก็บเบี้ยประกันถูกๆ รับรองคนวิ่งแห่มาซื้อกันทุกคนแน่นอน
โลกของความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น เพราะคนจะทำประกันชีวิต และรักษาผลบังคับของกรมธรรม์ไว้จนครบกำหนดสัญญาต่อเมื่อเขาเห็นประโยชน์ และคุณค่าของการประกันชีวิตอย่างจริงจัง ฉะนั้นผู้ขายประกันชีวิตจึงมีบทบาทสำคัญต่อการชี้นำให้ประชาชนเห็นคุณค่าของการประกันชีวิตอย่างแท้จริง เพื่อเพิ่มจำนวนกรมธรรม์ให้กับประชากรชาติ และสร้างอุตสาหกรรมการประกันชีวิตให้ยิ่งใหญ่ต่อไปในอนาคต
การประกันภัย ประกันชีวิต คือประดิษฐกรรมของมนุษย์ที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมาเพื่อประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติด้วยกันดังคำกล่าวที่ว่า Necessity is the mother of invention "ความจำเป็นคือต้นตอของประดิษฐกรรม" ประกันชีวิตประกันภัยเป็นสิ่งจำเป็นที่มนุษย์ได้คิดค้นขึ้นมานั่นเอง
source: ไตรมาส แผ้วประยูร
July 18th, 2008 | Posted in ประกันภัย

การประกันภัย จากจุดเริ่มต้น ถึงการดำเนินธุรกิจ
source: Thai insurance
เป็นระยะเวลานานมาแล้วที่มนุษย์ในแต่ละยุคสมัยมุ่งแสวงหาหนทางการมีชีวิตที่ยืนยาว รวมทั้งการวางหลักประกันเพื่อการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของเผ่าพันธุ์และครอบครัว แต่อนาคตก็ดูจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก ท่ามกลางความไม่แน่นอน ทางออกหนทางหนึ่งคือ การเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและร่างกาย แนวคิดการ ประกันภัยประเภทต่าง ๆ จึงเริ่มเกิดขึ้น จุดเริ่มต้นของการประกันภัยในอดีตที่มีการศึกษาค้นคว้าไว้ ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยโบราณ และสืบเนื่อง
ต่อมากระทั่งถึงยุคที่การค้าเฟื่องฟู การคุ้มครองอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับ ธุรกิจและทรัพย์สิน ได้เกิดเป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง คือ ธุรกิจการรับ ประกันภัย และด้วยสภาวะการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคมเมือง สำนึกในความมั่นคงสำหรับอนาคตเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ ดังนั้น
ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการป้องกันและวางหลักประกันให้กับอนาคต ทั้งส่วนตัวและธุรกิจ ตลอดจนทรัพย์สิน ธุรกิจด้านนี้จึงเติบโตขยายตัว และปรากฏหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง และกล่าวได้ว่าการประกันภัยนับเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจ
การประกันภัย: จากจุดเริ่มต้นถึงการดำเนินธุรกิจ
กิจการประกันภัย ซึ่งรวมการประกันทุกประเภท มิได้ก่อตัวจากปัจจัยภายในสังคมไทย หากแต่เรารับเอาแนวคิดและธุรกิจการประกันภัยจากตะวันตก ซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมาของการประกันภัยในประเทศตะวันตกในงานวิจัยนี้มิได้เป็นการค้นคว้าจาก แหล่งข้อมูลโดยตรง แต่อาศัยหลักฐานจากการอ้างอิงและการศึกษาจากหนังสือ บทความที่ตีพิมพ์ทั้งในยุโรปและอเมริกา รวมทั้งงานแปลภาคภาษาไทย ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าและเสนอว่า การประกันภัยประเภทแรกของโลก คือการประกันภัยทางทะเล ที่ย้อนอดีตไปได้ถึงยุคบาบิโลเนีย ในเขตเมโสโปเตเมีย 1 แม้กระนั้นจากจะนับจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจการประกันภัยที่เข้ารูปเข้ารอยดังปรากฏอยู่ในทุกวันนี้ พิจารณาได้ว่าอยู่ในช่วงระยะเวลาเมื่อโลกตะวันตกเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่หลังสมัยกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 14) เป็นต้นมา นับแต่ยุคนั้นยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และแนวความคิด เป็นกระบวนการที่นำไปสู่จุดเริ่มต้นของความเจริญสู่ยุคสมัยใหม่ในโลก
ตะวันตก ซึ่งมีพัฒนาการสำคัญมาจากการขยายตัวของการค้า และการสำรวจดินแดนต่าง ๆ เชื่อมโลกทางตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบเงินตราขยายตัวไปสู่เศรษฐกิจแบบทุนนิยม
ตั้งแต่ยุคต้นของสมัยกลางที่เมืองซบเซา ผู้คนอยู่ในระบบศักดินาสวามิภักดิ์ภายใต้เศรษฐกิจระบบแมเนอร์ หรือแบบคฤหาสน์ ต่อมา
การผลิตส่วนใหญ่อาศัยแรงงานทาสติดที่ดิน เจ้าที่ดินและอัศวินมีเวลาว่างมากขึ้น มีรสนิยมที่ฟุ่มเฟือย สินค้าในวัฒนธรรมเมืองเริ่มเป็นที่ต้องการ เกิดการผลิตสินค้าหัตถกรรม งานช่างฝีมือ ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมาระบบเศรษฐกิจระบบแมเนอร์เริ่มเสื่อม
ประกอบกับสงครามครูเสดที่ทำให้ชาวยุโรปได้เปิดหูเปิดตา มีความต้องการเห็นโลกที่กว้างขึ้น การสำรวจทางทะเล ทำให้การค้าเริ่มฟื้นตัว และพัฒนาไปสู่ระบบทุนนิยม พร้อม ๆ กับการขยายอิทธิพลของชาวยุโรปไปในดินแดนที่ห่างไกล คนต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยที่มากไปกว่าของใช้ในชีวิตประจำวัน ความต้องการนี้ทำให้การค้าฟื้นตัว จึงเกิดช่องว่างให้พวกที่มีฝีมือการช่างประกอบการผลิตมากขึ้น พ่อค้าหรือชนชั้นกลางซึ่งถือเป็นชนชั้นใหม่ของสังคมตะวันตกมีฐานะและธุรกิจที่มั่นคงมากขึ้น และเนื่องจากพวกพ่อค้าต้องการระบบการเมืองที่มั่นคงด้วย ซึ่งระบบศักดินาสวามิภักดิ์ในสมัยกลางไม่สามารถตอบสนองได้ชนชั้นกลางจึงเป็นฝ่ายสนับสนุนสำคัญของการปกครองแบบราชาธิปไตย
ระหว่าง ปี ค.ศ. ที่ 1000 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 อัตราการเพิ่มของประชากรในยุโรปมากเป็นประวัติการ แรงงานจึงเพิ่มขึ้นตามไป
ด้วย ในเมืองใหญ่ เช่น ฟลอเรนซ์ มิลาน ปาเลอโม โรม ลอนดอน โคโลญจน์ ปารีส มีพลเมืองถึง 50,000 คน ความต้องการอาหารมาก
ขึ้น ต้องเพิ่มเนื้อที่เพาะปลูกใหม่และอาศัยเทคนิคใหม่ ๆ ช่วยในการผลิต ในแต่ละดินแดนมีสินค้าแตกต่างกัน จึงมีการแลกเปลี่ยนสินค้า และนำไปสู่การค้าขาย การค้าเริ่มต้นอย่างช้า ๆ ในศตวรรษที่ 11 ศูนย์กลางการค้าแบบใหม่ได้ก่อตัวขึ้นตามเมืองต่าง ๆ ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา กิจกรรมการพาณิชย์ขยายตัวออกไปทั่วยุโรป จากเมดิเตอร์เรเนียน สู่บอลติก จากแอตแลนติกถึงรัสเซีย จากใจกลางสู่รอบขอบทวีป เกิดระบบเศรษฐกิจเงินตรา มีสัญญาซื้อขาย การนำทองคำมาใช้เป็นมาตรฐานการใช้จ่ายสากล การเดินทางขนส่งทางทะเลนำรายได้สู่พ่อค้าอย่างมหาศาล ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุอันตรายกับเรือสินค้าหรือสินค้า จึงเป็นความสูญเสียที่ไม่มีสิ่งทดแทนได้ แต่แนวโน้มการเกิดอันตรายนั้นคาดการณ์ได้ยาก จึงเกิดแนวคิดของการริเริ่มรับประกันภัยการขนส่งทางทะเล จากจุดเริ่มต้นที่เป็นภาระของพ่อค้ากลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันตกลงจะจ่ายเงินให้กับพ่อค้าที่เป็นเจ้าของกิจการที่เกิดภัยทางทะเล มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือเบี้ยประกัน จากเจ้าของเรือหรือสินค้านั้น นับเป็นการเริ่มต้นการประกันภัยทางทะเล ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นกิจการประกันภัยประเภทแรก ๆ
การขยายตัวทางการค้า ทำให้การแข่งขันต่อสู้ระหว่างเมืองท่าริมทะเลในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เช่น ปิซา มาร์แซล เจนัว และเวนิส
เข้มข้นขึ้น เกิดการแย่งชิงสิทธิ์ในการผูกขาดการค้า ไหม ผ้าปักดนิ้ และเครื่องเทศ พ่อค้าในกลุ่มเมืองแถบสแกนดิเนเวีย เยอรมัน บอลติก ในยุโรปเหนือ มีเมืองต่าง ๆ กว่า 150 เมือง รวมตัวกันก่อตั้งสันนิบาตฮันเซียติค Hanseatic League ในปี ค.ศ. 1358 ผูกขาดการค้ากับการพาณิชย์ส่วนเหนือ ทำการค้าขนสัตว์ ปลา เมล็ดพันธุ์พืช และไม้ซุง ทางใต้ของเยอรมันและลุ่มน้ำไรน์ มีศูนย์กลางการค้าและเส้นทางระหว่างอิตาลี และยุโรปภาคเหนือ เช่น ที่ออสเบิร์ก นิวเรมเบิร์ก และโคโลญจน์ การค้านอกจากสร้างความร่ำรวยแก่เมืองท่าต่าง ๆ แล้ว ยังทำให้เกิดกลุ่มชนทางสังคมกลุ่มใหม่ ๆ เช่น พวกช่างฝีมือ ช่างโลหะ ช่างปืน ช่างอัญมณี คนตัดเสื้อ รองเท้า รวมกลุ่มอาชีพในเมือง เป็นอุตสาหกรรมระยะแรก มีการรับซื้อวัตถุดิบจากพ่อค้า ผลิตสินค้าสำเร็จรูป
การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้อิทธิพลของยุโรปขยายตัวไปสู่ดินแดนต่าง ๆ มาจากการสำรวจทางทะเล และการเดินเรือ มีการลงทุนด้าน
อุตสาหกรรมการต่อเรือ และพัฒนาเทคนิคการเดินเรือ ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความรวดเร็วและไปได้ไกล มีการค้นพบเส้นทาง
ใหม่ เช่น การเดินทางไปอเมริกา ในปี ค.ศ. 1492 จึงเรียกยุคนี้ว่า สมัยแห่งการค้นพบ Age of Discovery การค้นพบเส้นทางเดินเรือ ทำให้ความสำคัญของนครรัฐอิตาลีและศูนย์การค้าตามเมืองต่าง ๆ ในเยอรมันซบเซาลง ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 อังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอลันดา ขยายอำนาจแทนที่สเปนและปอร์ตุเกส เข้าครอบครองดินแดนในโลกใหม่ เอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียและนิวซีเแลนด์ ทำให้ศูนย์การค้าทางตะวันตกของยุโรปเฟื่องฟูขึ้น เช่น อันทเวิร์ป ลียง แทนที่เวนิสและเจนัว และเมืองท่าใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น ลอนดอน อัมสเตอร์ดัม
ตั้งแต่สมัยการค้นพบดินแดนใหม่ ปลายศตวรรษที่ 15 ถึงปลายศตวรรษที่ 18 รัฐบาลยุโรปตะวันตกพยายามควบคุมพัฒนาการทาง
เศรษฐกิจ ยกเว้นฮอลันดา รัฐชาติทุกประเทศดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระบบพาณิชย์นิยม หรือ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ
ระบบพาณิชย์นิยม เน้นผลประโยชน์ และความมั่งคั่งของชาติ ประเทศต่าง ๆ ต้องหาวิธีให้ได้ทองและเงินเข้าประเทศ ซึ่งมักจะได้มา
จากอาณานิคม และวิธีที่นิยมคือ ขายมากกว่าซื้อ จึงใช้นโยบายกีดกันสินค้าเข้า ตั้งกำแพงภาษีสูง สนับสนุนการส่งออก ซื้อวัสดุเข้าในราคาต่ำ แต่ขายผลผลิตในราคาสูง นอกเหนือจากการกอบโกยตรง ๆ อาณานิคมยังเป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบ และตลาดระบายสินค้า โดยที่เมืองแม่จะไม่ยอมให้อาณานิคมผลิตสินค้าแข่งขัน พ่อค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งให้กับรัฐ โดยรัฐให้การสนับสนุน เช่น จัดตั้งบริษัทรวมหุ้น Joint stock company เพื่อผูกขาดการค้าและหาผลประโยชน์จากตลาดในดินแดนห่างไกล บางทีบริษัทก็ทำตัวเป็นผู้รุกรานทั้งการเมือง และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ผลของระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ปรากฏชัดเจนคือ เงินตรามีความหมายมากกว่าที่ดิน ปราสาท ระบอบราชาธิปไตยมีอำนาจและความมั่นคงเพิ่มขึ้น กษัตริย์ใช้ประโยชน์จากพ่อค้าและนายธนาคาร ทำลายอำนาจขุนนางที่เคยเป็นคู่แข่ง ชนชั้นกลางได้รับตำแหน่งสำคัญในการบริหารบ้านเมือง
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ของธุรกิจการค้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ธุรกิจการรับประกันภัยประเภทต่าง ๆ จึงเข้ามามี
บทบาทสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อประกันต่อความเสี่ยง และการสูญเสียในการลงทุนการค้า
July 5th, 2008 | Posted in ประกันสุขภาพ

ING คุ้มครองโรคร้าย
ปัจจุบันคนทั่วโลก รวมทั้งคนไทยมีอัตราเกิดโรคร้ายแรง อาทิ โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไต และโรคอื่นๆ กันมากขึ้น เนื่องจากใช้ชีวิตท่ามกลางมลภาวะ รับประทานอาหารไม่ถูกสุขลักษณะ และขาดการออกกำลังกาย การเกิดโรคร้ายแรงต่างๆ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมาก ดังนั้น ไอเอ็นจี ประกันชีวิต จึงเตรียมแบบประกันที่ให้ความคุ้มครอง โรคร้ายแรงถึง 41 โรค เพื่อคุ้มครองชีวิต และแบ่งเบาภาระ ค่ารักษาพยาบาล

May 30th, 2008 | Posted in ประกันชีวิต

Insurance
source: ข้อมูลประกัน
Insurance, in law and economics, is a form of risk management primarily used to hedge against the risk of a contingent loss. Insurance is defined as the equitable transfer of the risk of a loss, from one entity to another, in exchange for a premium. An insurer is a company selling the insurance. The insurance rate is a factor used to determine the amount, called the premium, to be charged for a certain amount of insurance coverage. Risk management, the practice of appraising and controlling risk, has evolved as a discrete field of study and practice.
Life insurance or life assurance is a contract between the policy owner and the insurer, where the insurer agrees to pay a sum of money upon the occurrence of the insured individual’s or individuals’ death or other event, such as terminal illness or critical illness. In return, the policy owner (or policy payer) agrees to pay a stipulated amount called a premium at regular intervals or in lump sums. There may be designs in some countries where bills and death expenses plus catering for after funeral expenses should be included in Policy Premium. In the United States, the predominant form simply specifies a lump sum to be paid on the insured’s demise.
As with most insurance policies, life insurance is a contract between the insurer and the policy owner (policyholder) whereby a benefit is paid to the designated Beneficiary (or Beneficiaries) if an insured event occurs which is covered by the policy. To be a life policy the insured event must be based upon life (or lives) of the people named in the policy.
การประกันชีวิต คืออะไร
การประกันชีวิต คือการสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิต
การประกันชีวิต เป็นเครื่องมือของสังคม ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ผู้เอาประกันภัย ด้วยวิธีการโอนความเสี่ยงภัยที่อาจเกิดขึ้นไปให้กับผู้รับประกันภัย หรือบริษัทประกันชีวิต โดยบริษัทประกันชีวิตสัญญาว่าจะชดใช้เงินให้หากเกิดภัยหรือเหตุที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์ และผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ชำระเบี้ยประกันภัยตามสัญญาด้วย
ความห่วงใย ความผูกพัน และความรัก คือสายใยที่ถักทอให้ครอบครัวสามารถมีชีวิตร่วมกันได้อย่างมีความสุข แต่หากเกิดเหตุที่ไม่คาดคิดขึ้น หัวหน้าครอบครัวต้องจากไปก่อนเวลาอันสมควร สายใยที่เคยถักทอครอบครัวนั้นไว้ด้วยกัน อาจขาดสะบั้นลง ครอบครัวต้องขาดรายได้ในการดำรงชีพ บุตรธิดาขาดการศึกษา ไร้ซึ่งอนาคต ครอบครัวต้องได้รับความเดือดร้อนต่างๆ นาๆ
แต่สายใยของครอบครัวอาจไม่ขาดสะบั้นลงเช่นนั้น หากหัวหน้าครอบครัวได้สร้างหลักประกันไว้ด้วยการทำประกันชีวิต ครอบครัวของคุณจะมีความมั่นคงทางการเงินในทันที ซึ่งเท่ากับว่าคุณจะช่วยให้ครอบครัวมีรายได้เลี้ยงชีพต่อไป ในการทำประกันชีวิต คุณจะต้องชำระเบี้ยประกันภัยให้บริษัทประกันชีวิตเป็นค่าความเสี่ยงภัย เมื่อเกิดเหตุที่ไม่คาดฝัน ทำให้คุรเสียชีวิต บริษัทประกันชีวิตก็จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่ครอบครัวของคุณเพื่อการดำรงชีพ
หรือในกรณีที่คุณมีความเป็นห่วงเป็นใยถึงชีวิตหลังเกษียณอายุว่า หลังเกษียณอายุแล้ว คุณจะมีรายได้ใช้จ่ายอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร ซึ่งในปัจจุบันคนเรามีชีวิตที่ยืนยาวมากขึ้น บางคนอาจมีอายุถึง 100 ปี ในช่วงอายุเช่นนี้ย่อใไม่สามารถทำงานหารายได้ได้อย่างปกติทั่วไป คุณจะสร้างหลักประกันยามชราได้อย่างไร
นอกจากนั้น การประกันชีวิตเป็นทางเลือกในการออมเงินที่ดีอีกวิธีหนึ่ง นอกเหนือจากการออมเงินกับธนาคาร ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ และได้รับสิทธิ์ค่าลดหย่อนภาษีรายได้บุคคลธรรมดา
คุณจะเห็นได้ว่า การประกันชีวิต เป็นเครื่องมือที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่คุณ ไม่ว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ หรือจากไปก่อนเวลาอันสมควรก็ตาม