ประเภทของการประกันภัยรถยนต์

August 26th, 2008 | Posted in ประกันภัยรถยนต์

ประเภทของการประกันภัยรถยนต์

ประเภทของการประกันภัยรถยนต์

การประกันภัยรถยนต์ในปัจจุบัน แยกออกเป็น

1. การประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ
หรือที่เรียกกันว่า "ประกันภัยตาม พ.ร.บ." เป็นการประกันภัยที่กฎหมายบังคับให้รถทุกคันต้องทำประกันภัย ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัย จากรถ พ.ศ. 2535 ให้ความคุ้มครองเฉพาะความเสียหาย ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน หรือ ชีวิต ร่างกายของบุคคลภายนอก (Third Party Liability Only) อันเนื่องจากการใช้รถยนต์คันที่ เอาประกัน ส่วนตัวรถยนต์คันที่เอาประกันภัย ผู้เอาประกันต้องรับผิดชอบเอง กฎหมายบังคับให้รถทุกคัน ทุกประเภท ต้องทำประกันภัย ผู้ฝ่าฝืนมีความผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 ต้องถูกปรับเป็นเงิน ไม่เกิน 10,000 บาท

2. การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ
เป็นการประกันภัยที่ใครอยากทำก็ทำ ไม่มีการบังคับกัน การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจนี้เป็น การตกลงกันระหว่างผู้ซื้อ (ผู้เอาประกันภัย) และผู้ขาย (บริษัทประกันภัย) โดยสามารถเลือดซื้อความคุ้มครองได้ตามต้องการและตามกำลัง เงินที่มีอยู่และเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ที่ขับรถดี มีการระมัดระวังในการขับขี่และมีความเสี่ยงภัยในการใช้รถต่ำ กรมการประกันภัยจึง ได้ปรับปรุงโครงสร้างการประกันภัยรถยนต์ใหม่ให้สอดคล้องกับระบบสากลโดยนำเอา ปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้ขับขี่ ลักษณะการใช้รถ กลุ่ม ขนาด และอายุรถ ฯลฯ มาเป็นองค์ประกอบ ในการคำนวณเบี้ยประกันด้วย ซึ่งท่านสามารถเปรียบเทียบความคุ้มครองได้จากตารางดังต่อไปนี้

คุ้มครองตามกรมธรรม์ประกันภัย ประเภท 1 ประเภท 2 ประเภท 3
1.คุ้มครองการบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิตของ บุคคลภายนอก
2.คุ้มครองการสูญเสียทรัพย์สิน ของ บุคคลภายนอก
3. วงเงินประกันตัวผู้ขับขี่เมื่อตกเป็นผู้ต้องหา
4.คุ้มครองการบาดเจ็บ หรือ เสียชีวิตของ บุคคลในรถ
5.คุ้มครองกรณีรถหาย, ไฟไหม้
6.คุ้มครองความเสียหายจากการชน และจากภัยอื่นๆ

แหล่งที่มาของข้อมูล : กรมการประกันภัย

ประกันภัยออนไลน์ ราคาประหยัดเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ


เมื่อประสบภัยจากรถ

July 28th, 2008 | Posted in ประกันภัยรถยนต์

ทำอย่างไรเมื่อประสบภัยจากรถ

การประกันภัยรถตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถภาคบังคับ
ทำไมกฎหมายต้องบังคับให้ทำประกันภัยรถตาม พ.ร.บ.
การที่รัฐออกกฎหมายกำหนดให้รถทุกคันต้องจัดให้มีประกันภัย อย่างน้อยที่สุด คือ การทำประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อคุ้มครองและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนผู้ประสบภัย จากรถ ที่ได้รับบาดเจ็บ/ เสียชีวิต เพราะเหตุประสบภัยจากรถ โดยให้ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทันท่วงทีกรณีบาดเจ็บ หรือช่วยเป็นค่าปลงศพกรณีเสียชีวิต เป็นหลักประกันให้กับโรงพยาบาล / สถานพยาบาลว่าจะได้รับค่ารักษาพยาบาล ในการรับรักษาพยาบาลผู้ประสบภัยจากรถ เป็นสวัสดิสงเคราะห์ที่รัฐมอบให้แก่ ประชาชนผู้ได้รับความเสียหาย เพราะเหตุประสบภัยจากรถ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การประกันภัยเข้ามามีส่วน ร่วมในการบรรเทาความเดือนร้อน แก่ผู้ประสบภัยและครอบครัว

รถประเภทใดที่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.
รถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ได้แก่รถทุกชนิดทุกประเภทตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบก กฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร ที่เจ้าของมีไว้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ ไม่ว่ารถดังกล่าวจะเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่น เช่น รถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถสามล้อเครื่อง รถยนต์โดยสาร รถบรรทุก หัวรถลากจูง รถพ่วง รถบดถนน รถอีแต๋น ฯลฯ
ดังนั้น การที่มีรถบางประเภท กรมการขนส่งทางบกไม่รับจดทะเบียน แต่หากเข้าข่ายว่ารถนั้นเดินด้วยกำลังเครื่องยนต์ กำลังไฟฟ้า หรือพลังงานอื่นแล้วก็จัดเป็นรถที่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ.

รถประเภทใดที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำประกันภัย พ.ร.บ.
พรบ. คุ้มครอง ฯ กำหนดประเภทรถที่ไม่ต้องทำประกันภัยตาม พ.ร.บ. ไว้ดังนี้
รถสำหรับเฉพาะองค์พระมหากษัตริย์ พระรัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รถของสำนักพระราชวังที่จดทะเบียน และมีเครื่องหมายตามระเบียบที่เลขาธิการพระราชวังกำหนด รถของกระทรวง ทบวง กรม และส่วนราชการต่าง ๆ รถยนต์ทหาร รถของหน่วยงานธุรการขององค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงาน ธุรการ ที่เป็นอิสระขององค์กรใด ๆ ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ

ใครมีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ / โทษการไม่ทำประกันภัย
ผู้มีหน้าที่ต้องทำประกันภัยรถ ได้แก่ เจ้าของรถผู้ครอบครองรถในฐานะผู้เช่าซื้อรถ และผู้นำรถที่จดทะเบียนในต่างประเทศเข้ามาใช้ในประเทศ
การฝ่าฝืนไม่จัดให้มีการทำประกันภัยรถ พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 กำหนดให้ระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

ผู้ที่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.
ผู้ประสบภัย อันได้แก่ ประชาชนทุกคนที่ประสบภัยจากรถ ไม่ว่าจะเป็นผู้ขับขี่ ผู้โดยสารคนเดินเท้า หากได้รับความเสียหายแก่ชีวิต ร่างกาย อนามัย อันเนื่องมาจากอุบัติเหตุที่เกิดจากรถ ก็จะได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ. นี้

ความคุ้มครองเบื้องต้นตาม พ.ร.บ.
ผู้ประสบภัย จะได้รับความคุ้มครองในความเสียหายที่เกิดขึ้น เป็นค่ารักษาพยาบาลกรณีบาดเจ็บ เป็นค่าปลงศพในกรณีเสียชีวิต โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ความผิด บริษัทจะชดใช้ให้แก่ผู้ประสบภัย/ทายาทของผู้ประสบภัย ภายใน 7 วัน นับแต่บริษัทได้รับคำร้องขอ ค่าเสียหาย ดังกล่าว เรียกว่า “ค่าเสียหายเบื้องต้น” โดยมีจำนวนเงิน ดังนี้
กรณีบาดเจ็บ จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท
กรณีเสียชีวิต จะได้รับการชดใช้เป็นค่าปลงศพ และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการจัดการศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา)
กรณีเสียชีวิตภายหลังการรักษาพยาบาล จะได้รับการชดใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท และค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) รวมแล้วจะได้รับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท

ค่าเสียหายส่วนเกินกว่าค่าเสียหายเบื้องต้น
เป็นค่าเสียหายที่บริษัทจะชดใช้ให้ภายหลังจากที่มีการพิสูจน์ความรับผิด ตามกฎหมายแล้ว โดยบริษัทที่รับประกันภัยรถที่เป็นฝ่ายผิด ต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ประสบภัย/ทายาทผู้ประสบภัย เมื่อรวมกับค่าเสียหายเบื้องต้นที่ผู้ประสบภัย/ทายาทได้รับแล้ว เป็นดังนี้
กรณีบาดเจ็บ เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามความเป็นจริงไม่เกิน 50,000 บาท
กรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพ จำนวน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ไม่ว่าจะมีการรักษาพยาบาลหรือไม่

รถ 2 คัน ชนกัน ผู้ประสบภัยเป็นผู้โดยสาร พ.ร.บ. คุ้มครองเท่าใด
กรณีรถตั้งแต่ 2 คัน ขึ้นไป ชนกัน ต่างฝ่ายต่างมีประกันตาม พ.ร.บ. และไม่มีผู้ใดยอมรับผิดในเหตุที่เกิด ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้โดยสารจะได้รับความคุ้มครองตามหลักการสำรองจ่าย
กรณีบาดเจ็บ บริษัทจะสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามใบเสร็จ จำนวนเงินไม่เกิน 50,000 บาทต่อคน แก่ผู้ประสบภัย
กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพอย่างถาวร บริษัทจะสำรองจ่ายทดแทน/ค่าปลงศพ จำนวน 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) ต่อคน แก่ทายาทผู้ประสบภัย

ความคุ้มครองกรณีอุบัติเหตุที่ไม่มีคู่กรณี
กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้ขับขี่และเป็นฝ่ายผิดเอง หรือไม่มีผู้ใดรับผิดตามกฎหมายต่อผู้ขับขี่ที่ประสบภัย ดังนี้ ผู้ประสบภัยที่เป็นผู้ขับขี่จะได้รับความคุ้มครองไม่เกินค่าเสียหายเบื้อง ต้น กล่าวคือ หากบาดเจ็บจะได้รับค่ารักษาพยาบาลไม่เกิน 15,000 บาท หรือเสียชีวิตจะได้รับค่าปลงศพ จำนวน 35,000 บาท หรือเสียชีวิตภายหลังรักษาพยาบาลจะรับค่าเสียหายเบื้องต้นไม่เกิน 50,000 บาท
กรณีผู้ประสบภัย ที่เป็นผู้โดยสาร/บุคคลภายนอกรถ จะได้รับการชดใช้ค่าเสียหายไม่เกิน 50,000 บาท กรณีบาดเจ็บ และ 100,000 บาท (เฉพาะกรมธรรม์คุ้มครองตั้งแต่ 1 เมษายน 2546 เป็นต้นมา) กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ/ทุพพลภาพอย่างถาวร (ทั้งนี้ ผู้ขับขี่รถที่บริษัทรับประกันภัยไว้ต้องเป็นฝ่ายรับผิดตามกฎหมาย)

ข้อพึงปฏิบัติเมื่อประสบภัยจากรถ
เมื่ออุบัติเหตุรถยนต์เกิดขึ้น ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุ หรือผู้พบเห็น ควรปฏิบัติ ดังนี้
กรณีมีผู้บาดเจ็บ
1. นำคนเจ็บเข้ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดและสะดวกที่สุดก่อน
2. แจ้งเหตุที่เกิดให้ตำรวจทราบ และขอสำเนาประจำวันตำรวจเก็บไว้
3. แจ้งเหตุบริษัทประกันภัยทราบ แจ้งวัน เวลา สถานที่เกิดเหตุ
4. เตรียมเอกสาร อาทิ ถ่ายสำเนากรมธรรม์ประกันภัยรถคันเกิดเหตุ ภาพถ่ายสำเนาบัตรประชาชน หรือหลักฐานอื่นใดที่ออกโดยราชการ กรณีเมื่อเรียกร้องค่าเสียหาย
5. ให้ชื่อ ที่อยู่ ผู้ที่พบเห็นเหตุการณ์เพื่อช่วยเหลือในการเป็นพยานให้แก่คนเจ็บ


เหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมาย

July 22nd, 2008 | Posted in ประกันภัยรถยนต์

เหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมาย

การประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เราถือว่าผู้ประสบภัยที่มิใช่ผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นบุคคล ที่สามทั้งสิ้น ซึ่งต่างกับการประกันภัยรถยนต์หมวดความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่ เราถือว่าคนในครอบครัวของผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย อันได้แก่ บิดามารดา คู่สมรสและบุตรของผู้ขับขี่ รวมทั้งลูกจ้างของผู้ขับขี่รถ ซึ่งได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยขณะปฏิบัติหน้าที่ตามทางการที่จ้าง ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับความคุ้มครอง เหตุที่ไม่ได้รับความคุ้มครองก็เพราะคนที่เป็นญาติสนิทกันเขาจะไม่ติดใจ เรียกร้องต่อกันทั้งในทางแพ่งและในทางอาญา จึงไม่ถือว่าเป็นบุคคลที่สาม ส่วนลูกจ้างของเขาได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานอยู่แล้ว จึงได้กำหนดเป็นข้อยกเว้นไว้

มีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ที่รถก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยที่อยู่ในรถคนที่เป็นผู้ประสบภัย มักเป็นบุคคลในครอบครัวของผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะคนในบ้านเดียวกัน ไปไหนมาไหนก็มักจะไปด้วยกัน เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสอบสวนและฟ้องคดีอาญาฐาน ขับรถโดยประมาททำให้คนเจ็บและตายก็มักจะหาทางออกด้วยการลงความเห็นว่าเป็น เหตุสุดวิสัย เพื่อให้ผู้ขับขี่รอดพ้นจากคดีอาญา แต่จะเป็นเหตุสุดวิสัยตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 8 ด้วยหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไป

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 437 บัญญัติให้ผู้ควบคุมหรือครอบครองยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล รวมทั้งทรัพย์ที่เป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพต้องรับผิดโดยเคร่งครัด (stric liability) แต่ก็สามารถจะพิสูจน์ให้ตนเองหลุดพ้นจากความรับผิดได้หากสามารถพิสูจน์ได้ ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยประการหนึ่ง หรือเกิดจากความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเองอีกประการหนึ่ง

ความเสียหายเกิดจากความผิดของผู้ต้องเสียหายเองพอจะเข้าใจได้ เช่น ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถยนต์โดยกระชั้นชิด หรือผู้ตายจงใจกระโดดให้รถยนต์ทับ เป็นต้น แต่ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยนั้น ดูจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 8 ได้ให้ความหมายของคำว่า "สุดวิสัย" ไว้ดังนี้
คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมาย ความว่าเหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวัง ตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น

เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ทำให้บุคคลผู้มีความรับผิด อย่างเช่น ผู้ควบคุมหรือครอบครองยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลตามที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ต้องรับผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายอัน เกิดจากยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล หรืออาจทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 219 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า " ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภาย หลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากหนี้นั้น" เช่น นายธนบัตร ว่าจ้างให้นายสตางค์ขนไม้ที่กองอยู่หน้าบ้านของนายธนบัตรซึ่งอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนไปส่งที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ก่อนกำหนดส่งเดินทาง ไม้ที่กองอยู่หน้าบ้านเกิดไฟไหม้ทั้งหมด เป็นต้น การที่ไม้ถูกไฟไหม้ถือเป็นเหตุพ้นวิสัยตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219

เหตุสุดวิสัยจึงเป็นเหตุที่ทำให้ลูกหนี้ยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวได้ ซึ่งมีผลในทางกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรจึงจะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุนทร มณีสวัสดิ์ได้ให้คำอธิบายไว้ในหนังสือเอกสารการสอนชุดวิชา กฎหมายแพ่ง 1ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชไว้อย่างชัดเจน จึงจะขอหยิบยกมากล่าวไว้เป็นสังเขปเพื่อให้ผู้ที่มีหน้าที่ในการพิจารณา เกี่ยวกับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติดังนี้

1. เหตุที่เกิดขึ้นนั้นต้องมิใช่เกิดจากการกระทำของผู้ต้องประสบ แต่เกิดจากเหตุภายนอกตัวผู้ต้องประสบ ซึ่งอาจเกิดจาก
1) ภัยธรรมชาติ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของมนุษย์ อาทิ ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม เป็นต้น
2) เกิดจากอำนาจรัฐ คือราชภัย เช่น การที่รัฐออกกฎหมายห้ามการกระทำบางอย่างกรณีเช่นนี้อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยได้
3) เกิดจากการทำของบุคคลภายนอกหรือปัจจัยภายนอก เช่น คนวิ่งตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิด หรือต้นไม้รากเน่าล้มมาโดนรถที่กำลังวิ่งไปถึงตรงนั้นพอดี เป็นต้น

2. บุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบไม่อาจป้องกันได้แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามความสมควรแล้ว แต่ถ้าหากได้จัดการระมัดระวังตามความสมควรแล้วเหตุนั้นจะไม่เกิดขึ้น ก็จะถือเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้ การที่ไม่อาจป้องกันได้ในที่นี้ หมายถึงเหตุหรือผลที่บุคคลทั่ว ๆ ไป ไม่อาจป้องกันได้

กรณีต่อไปนี้ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย

คำพิพากษาฎีกาที่ 619/2510
จำเลยขับรถยนต์ในราชการตำรวจไปตามถนนโดยใช้สัญญาณไฟแดงกะพริบและแตรไซเรน เพื่อนำผู้ประสบภัยส่งโรงพยาบาล การขับรถโดยใช้สัญญาณดังกล่าว มิได้หมายความว่าจะขับรถเร็วเท่าใดก็ไม่เป็นการละเมิดหากเกิดการเสียหายขึ้น แต่จะต้องขับด้วยความเร็วไม่สูงกว่าธรรมดาตามสมควรแก่พฤติการณ์เช่นนั้น และจะต้องใช้ความระมัดระวังในฐานะที่ต้องใช้ความเร็วสูงกว่าธรรมดาตามสมควร แก่พฤติการณ์เช่นนั้นด้วย จำเลยขับรถใช้อาณัติสัญญาณไฟแดงกะพริบและเปิดไซเรนมาด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อจะขึ้นสะพานลดลงเหลือ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมีรถบรรทุกแล่นสวนมาบนสะพานโดยไม่หยุด และมีเด็กวิ่งข้ามถนนตัดท้ายรถบรรทุกข้ามถนนผ่านหน้ารถจำเลยในระยะกระชั้น ชิดจำเลยไม่อาจหยุดรถได้ทัน จึงต้องหักหลบแล้วไปชนผู้ตาย ถือได้ว่าความเร็วที่จำเลยใช้ในขณะข้ามสะพานไม่เป็นความเร็วที่เกิดสมควรตาม เวลาและสถานที่ ประกอบกับพฤติการณ์อื่น ๆ ในขณะนั้น จึงไม่เป็นการประมาทเลินเล่อ การที่มีเด็กวิ่งตัดหลังรถบรรทุกข้ามถนนตัดหน้ารถจำเลยเป็นเหตุบังเอิญมิอาจ คาดหมายได้ และเกิดขึ้นโดยฉับพลัน เป็นเหตุที่ไม่มีใครป้องกันได้ เมื่อจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรอันจะพึงคาดหมายได้ จากบุคคลในฐานะที่ประสบเหตุเช่นนั้นแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437
คำพิพากษาฎีกาที่ 2015/2520
ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถยนต์ซึ่งจำเลยขับในระยะกระชั้นชิดเป็นความประมาทของผู้ตายเองจำเลยไม่อาจห้ามล้อหยุดได้ทัน สุดวิสัยที่จะป้องกันได้ ไม่ใช่เกิดจากความประมาทของจำเลย


พระราชบัญญัติประกันภัยรถยนต์

July 22nd, 2008 | Posted in ประกันภัยรถยนต์

ความหมายและประเภทของการประกันภัยรถยนต์

การประกันภัยรถยนต์ ( Car Insurance)

ไม่มีใครสามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้า แต่ทุกครั้งที่คุณขับรถ คุณสามารถอุ่นใจได้เพราะรู้ว่าตลอดเส้นทางของการใช้รถ ทั้งชีวิต และทรัพย์สินอันมีค่าของท่านจะได้รับความคุ้มครองจากการทำประกันภัยรถยนต์

การประกันภัยรถยนต์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ และ การประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ

การประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ เป็นการประกันภัยที่ใครอยากทำก็ทำ ไม่มีการบังคับกัน การเลือกซื้อประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจนี้เป็นการตกลงกันระหว่างผู้ซื้อ (ผู้เอาประกัน) และผู้ขาย (บริษัทประกันภัย) โดยสามารถเลือกซื้อความคุ้มครองได้ตามความต้องการและกำลังเงินที่มีอยู่ และเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ทำประกันภัยที่ขับรถดี มีความระมัดระวัง ในการขับขี่และมีความเสี่ยงภัยในการใช้รถต่ำ กรมการประกันภัยจึงได้ปรับปรุงโครงสร้าง การประกันภัยรถยนต์ใหม่ ให้สอดคล้องกับระบบสากลโดยนำเอา ปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้ขับขี่ ลักษณะการใช้รถ กลุ่ม ขนาด และอายุรถ ฯลฯ มาเป็นองค์ประกอบในการคำนวณเบี้ยประกันภัย

ประเภทของกรมธรรม์ภาคสมัครใจ การประกันภัยรถยนต์ มีความคุ้มครองให้เลือก 3 ประเภทคื

ประเภท 1 (ชั้น 1) ให้ความคุ้มครองครอบคลุมมากที่สุด คือ

* ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถ

* ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
* ความรับผิดต่อความเสียหายของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย
* ความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย

ประเภท 2 (ชั้น 2) ผู้ทำประกันภัยประเภทนี้จะได้รับความคุ้มครอง

* ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถ
* ความรับผิดต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอก
* ความรับผิดต่อความสูญหายและไฟไหม้ของตัวรถยนต์คันเอาประกันภัย

ประเภท 3 (ชั้น 3) ซึ่งเป็นประเภทที่ให้ความคุ้มครองเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกดังนี้

* ความรับผิดต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยของบุคคลภายนอก และผู้โดยสารในรถ
Continue reading »


กรุงเทพประกันภัย

June 28th, 2008 | Posted in ประกันภัย, ประกันภัยรถยนต์

กรุงเทพประกันภัย

ประกันภัยยานยนต์ Motor Insurance

ด้วยประกันภัยรถยนต์ของ กรุงเทพประกันภัย ที่จะช่วยบรรเทาความเสียหาย จากอุบัติเหตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคุณและรถที่คุณรัก

ในภาวะการแข่งขันของธุรกิจประกัน วินาศภัย บริษัทฯได้พิสูจน์ความเป็นผู้นำวงการประกันภัย โดยได้รับประกาศนียบัตรรับรองคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9002 : 1994 ด้านบริการของฝ่ายประกันภัยยานยนต์ ตั้งแต่ปี 2540 นับเป็นบริษัทประกันภัยแห่งแรกในไทยและภูมิภาคเอเชีย และขยายผลรับรองทุกระบบงานเมื่อปี 2543 ล่าสุด บริษัทฯ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าอีกครั้ง โดยได้ผ่านการรับรองระบบบริหารงานคุณภาพ ISO 9001 : 2000 ทุกระบบงาน เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2545 จาก Bureau Veritas (Thailand) Ltd. (BVQI) ภายใต้สถาบันรับรองคุณภาพ UKAS

ตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจ บริษัทฯ ที่ให้บริการด้วยความซื่อตรง และยุติธรรม ตอบสนองความต้องการของลูกค้า (Customer Oriented) ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการดำเนินธุรกิจเสมอมา และเพื่อให้เกิดความสะดวกตอบสนองตรงตามความต้องการ สานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จึงได้มีการวางแผนเชิงรุก เพิ่มวิสัยทัศน์การบริหารงาน สำรวจความต้องการของลูกค้า พัฒนารูปแบบการบริการใหม่ๆ ซึ่งเป็นที่มาของโครงสร้างองค์กรใหม่ ภายใต้แนวคิด "หนึ่งจุดบริการที่พร้อมสรรพ เพื่อหลากความต้องการของลูกค้า" (Single Contact Point) โดยแบ่งการบริการตามประเภทของลูกค้า 4 ช่องทางใหญ่ๆ คือ สถาบันการเงิน บริษัทนายหน้า ตัวแทนประกันวินาศภัย และลูกค้าตรง ซึ่งทีมงานแต่ละช่องทาง สามารถให้บริการได้ครบทุกประเภท ของการประกันวินาศภัยที่ต้องการ

YouTube Preview Image


Page 1 of 212»