การทำประกันชีวิต

March 22nd, 2009 | Posted in ประกันชีวิต

หมวย อริศรา

การทำประกันชีวิต

ความแน่นอน คือความไม่แน่นอน สิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุก ๆ วินาที ดังนั้นเราจึงควรวางแผน ทางการเงินให้เกิดความมั่นคงแก่ตนเอง และครอบครัว

การทำประกันชีวิต ปัจจุบันการประกันชีวิตถือเป็นทางเลือกหนึ่งของการออม และให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกัน เบี้ยประกันที่เราจ่ายไปทางบริษัทจะนำไปลงทุนต่อในธุรกิจต่างๆ ซึ่งก็จะทำให้กลไกทางเศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้ หากจะออมเงินผ่านการประกันชีวิต นอกจากจะต้องเลือกรูปแบบที่สอดคล้องต่อความต้องการของตนเองให้มากที่สุด ยังจะต้องดูความสามารถในการชำระเบี้ยประกันตลอดระยะเวลาเอาประกันด้วย เพื่อมิให้เสียสิทธิที่จะได้รับประโยชน์

นอกจากนี้ผู้ออมจะต้องกรอกข้อมูลให้ถูกต้อง ครบถ้วนเพื่อรักษาสิทธิความคุ้มครองตามกรมธรรม์ และอย่าลืมเก็บใบเสร็จรับเงินชำระเบี้ยประกัน เพื่อใช้เป็นหลักฐาน และเป็นประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ซึ่งหากกรมธรรม์ที่มีระยะเวลาเอาประกันเกิน 10 ปี สามารถหักลดหย่อนภาษีสูงสุดได้ถึง 50,000 บาท

การประกันชีวิตมีข้อดีมากมาย แต่ไม่ใช่การประกัน ปกป้องไม่ให้เจ็บป่วย ประสบสิ่งที่ไม่คาดคิด ดังนั้นการดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง และการใช้ชีวิตบนความไม่ประมาท คือสิ่งที่เราทุกคนจะต้องตระหนักอยู่เสมอ

YouTube Preview Image


กองทุนเปิด หนึ่งทางเลือก

March 13th, 2009 | Posted in Moneysaving

ออมเงิน

กองทุนเปิด หนึ่งทางเลือก

จากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน คงจะทำให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเกิดความกังวลกันมากขึ้น เนื่องจากไม่รู้ว่าจะออมเงินโดยวิธีไหนจึงจะเหมาะสมที่สุด และในอนาคตข้างหน้าสภาพเศรษฐกิจจะกลับมาดีขึ้นได้อีกหรือไม่ ผู้ลงทุนจึงควรที่จะมีการวางแผนการลงทุนล่วงหน้า และคอยติดตามข่าวสารการลงทุนอยู่ตลอด เพื่อที่จะได้ไม่พลาดข้อมูลสำคัญๆ

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ๕ณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ได้มีการปลับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้ธนาคารต่างๆ ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลงตามมาด้วย จึงส่งผลกระทบต่อผู้มีเงินออมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่กองทุนเปิด หลายๆ ธนาคารก็ยังเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ

ดังนั้น สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนคาดหวังที่สูงกว่า และในระดับความเสี่ยงต่ำ กองทุนเปิดยังเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้มีเงินออม แม้ว่าแนวโน้มผลตอบแทนของกองทุนในปีนี้จะลดลงตามสภาวะ แต่เชื่อว่าในภาพรวมแล้วกองทุนจะมีความน่าสนใจกว่า เมื่อเทียบกับการฝากเงิน หรือลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลผ่านกองทุน


วางแผนภาษี LTF-RMF

January 31st, 2009 | Posted in Thai insurance knowledge

วางแผนภาษีตอนนี้ สร้างโอกาสที่ดีให้การออม

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปี เป็นเวลาที่หลายท่านให้ความสนใจกับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กันค่อนข้างมาก สาเหตุหลักก็เนื่องจากความต้องการที่จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ทันก่อนจะสิ้นปี นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการส่วนตัวต่างก็เริ่มมองภาพตัวเลขรายได้ทั้งปีของตนเองได้ชัดเจนขึ้นแล้ว… โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้อาจเรียกได้ว่ามีความน่าสนใจเป็นพิเศษ จากการที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงแล้วประมาณ 50% ตั้งแต่ต้นปี ดังนั้น จึงถือเป็นจังหวะดีในการเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการ “วางแผนภาษี เพื่อการออมที่มากขึ้น”

เป็นที่ทราบกันโการวางแผนภาษี (Tax Planning) คืออะไร
การวางแผนภาษี หมายถึง การนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้มาใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีเพื่อบรรเทาภาระภาษีให้น้อยลง ซึ่งเป็นการช่วยให้สามารถออมเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการวางแผนภาษีเป็นการลดภาระภาษีแบบถูกต้องตามกฎหมาย และมีความหมายต่างไปจากการหลบภาษีและการหนีภาษี

  • การหลบภาษี (Tax Avoidance) หมายถึงการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลงโดยไม่ผิดกฎหมาย
  • การหนีภาษี (Tax Evasion) หมายถึงการเลี่ยงไม่เสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลงโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

สิทธิประโยชน์ทางภาษีสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

  • สิทธิประโยชน์ทั่วไป คือสิทธิประโยชน์อันเกิดจากสถานภาพของบุคคลนั้นๆ เช่น สถานภาพสมรส จำนวนบุตร บุพการีที่เกษียณแล้ว ค่าใช้จ่ายผู้มีเงินได้ เป็นต้น กล่าวง่ายๆ คือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ติดอยู่กับตัวผู้มีเงินได้ แต่จะยื่นขอใช้สิทธิหรือไม่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
  • สิทธิประโยชน์จากการออมและลงทุน คือสิทธิประโยชน์อันเกิดจากการที่รัฐส่งเสริมการออมการลงทุนระยะยาว รวมทั้งการเกื้อกูลกันในสังคม เช่น กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป การลงทุนในกองทุนรวม LTF กองทุนรวม RMF เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. ดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย กรมธรรม์ประกันสุขภาพ บิดามารดา และเงินบริจาคต่างๆ เป็นต้น

การเข้าใจ สิทธิประโยชน์จากการออมและลงทุน นั้นมีความสำคัญไม่น้อยเพราะสิทธิประโยชน์เหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายภาษีและทำให้การเก็บออมเพิ่มขึ้น

Continue reading »


ตะกาฟุลของไทยประกันชีวิต

July 12th, 2008 | Posted in ประกันชีวิต

สัญญาตะกาฟุล ไทยประกันชีวิต

สัญญาตะกาฟุล ไทยประกันชีวิต

เพื่อเป็นการตอบสนองต่อพันธกิจหลัก และความมุ่งมั่นของบริษัทไทยประกันชีวิต ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของคนไทยที่จะสร้างหลักประกันความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชนทุกครอบครัว ทุกหมู่เหล่าให้ได้รับการบริการที่สะดวก รวดเร็ว และสมบูรณ์ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

เนื่องด้วยปัจจุบันประเทศไทยมีกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลามกระจายอยู่ทั่วประเทศประมาณ 9 ล้านคน คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10 % ของประชากรทั้งหมด

รูปแบบการสร้างระบบของสัีญญาตะกาฟุลที่ถูกต้องตามหลักศาสนา สำหรับผู้นับถือศาสนาอิสลามภายในประเทศไทย นับเป็นอีกกลุ่มเป้าหมายหนึ่งของบริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการจัดตั้งกองทุนที่สมาชิกตะกาฟุล ร่วมกันบริจาคเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยามที่เดือดร้อน ด้วยวิญญาณแห่งความเป็นพี่น้อง และเงินจำนวนนี้จะถูกนำไปช่วยเหลือผู้จำเป็น โดยปราศจากซึ่งการเอารัดเอาเปรียบ และไม่เป็นธรรมทั้งฝ่ายสมาชิกตะกาฟุล และบริษัท ไทยประกันชีวิต

จุดเด่นของสัญญาตะกาฟุล
ออมเงินเพื่อแสวงบุญ สร้างกองทุนให้คนที่รัก กับสัญญา ตะกาฟุล ของไทยประกันชีวิต หนึ่งในทางเลือกที่ไม่ขัดต่อหลักการของอิสลาม
1. เป็นระบบการเก็บออมที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม
2. เป็นการสร้างกองทุนให้ครอบครัวอันเป็นที่รักอย่างเป็นระบบ และถูกต้องตามหลักศาสนา
3. เป็นการเก็บออมสำหรับผู้ที่วางแผนเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ ซึ่งมั่นใจได้ว่าจำนวนเงินออมสะสมนั้น จะเป็นเงินทุนที่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายให้สมาชิก หรือทายาทสามารถเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเงินที่เก็บออมสะสมทั้งหมดนั้น จะตกทอดไปยังทายาท หรือผู้รับผลประโยชน์ หากสมาชิกต้องจากไปก่อนเวลาอันควร
4. เงินสมทบตะกาฟุลของสมาชิกในแต่ละปีสามารถนำไปรับสิทธิ์หักลดหย่อนภาษีได้

ดังนั้น สำหรับพี่น้องมุสลิมทุกท่านที่มีความประสงค์จะวางแผนทางการเงิน ด้วยระบบเก็บออมที่ไม่ขัดต่อหลักศาสนาอิสลาม เพื่อเป็นหลักประกัน และกองทุนให้ครอบครัว หรือเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ สัญญาตะกาฟุลของไทยประกันชีวิตจึงเป็นอีกทางเลือกที่นอกจากจะช่วยให้ท่านบรรลุเป้าหมายต่างๆ แล้วยังสามารถนำเงินสมทบตะกาฟุลไปหักลดหย่อนภาษีตามเกณฑ์ของสรรพากรได้อีกด้วย

ติดต่อเรา
บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (สำนักงานใหญ่)
๑๒๓ ถ.รัชดาภิเษก ดินแดง กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐
โทรศัพท์ : ๐ ๒๒๔๗ ๐๒๔๗
โทรสาร : ๐ ๒๒๔๙ ๙๙๔๖

 


วางรากฐานการออมเงิน

July 9th, 2008 | Posted in Moneysaving

ใช้เงินอย่างมีเหตุมีผล-วางรากฐานการออมเงิน

เมื่อคิดจะวางรากฐานที่ดีให้กับลูกหลานแล้ว ต้องอย่าลืมมองตัวเองว่า เราเป็นต้นแบบที่ดีให้พวกเขาหรือเปล่า ถ้าตัวคุณเป็นตัวอย่างที่ดี ลูกๆ ของคุณ ก็จะเรียนรู้วิธีการบริหารเงิน โดยมีคุณเป็นแบบอย่างนั่นเอง ดังนั้น จงเป็นตัวอย่างที่ดี และวางรากฐานการใช้เงินดีๆ ให้ลูกๆ เห็นเสมอไม่ใช่ว่าอยากให้ลูกรู้จักประหยัดอดออม แต่ตัวคุณเองนั่นแหละ ที่เห็นอะไรเป็นควักกระเป๋าซื้อแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง จ่ายทุกอย่างเมื่ออยากได้ แล้วอย่างนี้จะเป็นต้นแบบที่ดีได้อย่างไร

วางรากฐานการออมเงิน รู้จักแบ่งเป็น
ดัยนา บุนนาค อดีตนักการเงินผู้คร่ำหวอดในแวดวงกองทุนรวม ให้ข้อคิดว่า นิสัยแรกที่ได้พยายามปลูกฝังให้ลูกคือ การรู้จักแบ่งปัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแบ่งขนม ของเล่น ทุกปีจะมีวันที่เลือกเสื้อผ้า และของเล่นไปบริจาค เมื่อลูกเริ่มไปโรงเรียน เธอจะให้เงินไปโรงเรียนพร้อมทั้งให้กระปุกแก่ลูก 2 ใบ เวลาลูกกลับมาบ้านก็จะชวนลูกหยอดเงินที่เหลือใส่กระปุก ใบหนึ่งสำหรับตัวเอง อีกใบสำหรับทำบุญ เมื่อกระปุกเริ่มเต็ม ก็จะนำเงินออกมานับให้ลูกภาคภูมิใจว่าเก็บได้เยอะ เป็นกำลังใจให้เก็บมากขึ้น

"ดิฉันมีลูกสาวที่น่ารักสองคน คนโตชื่อ ญารินดา บุนนาค สำเร็จการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ส่วนคนเล็กชื่อ ดณีญา บุนนาค กำลังศึกษาการบริหารธุรกิจโรงแรมที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน

อย่างที่บอกว่าเมื่อถึงตอนที่ออมเงินได้แล้ว ก็จะถามลูกว่าจะนำไปซื้อของที่เคยอยากได้ หรือจะเก็บเงินไว้ ส่วนใหญ่ลูกจะหายอยากได้ของชิ้นนั้นไปแล้ว ส่วนอีกกระปุกก็จะเลือกกันว่าจะนำไปทำบุญอะไรดี ดิฉันจะสอนลูกให้พิจารณาเหตุผล และตัดสินใจด้วยตนเองตั้งแต่เด็กๆ"

ครั้งแรกที่จะนำเงินไปฝากธนาคาร ก็ใช้เวลาอธิบายนานพอสมควรว่าเงินไม่ได้หายไป โดยธนาคารจะนำเงินไปให้ผู้อื่นที่ต้องการใช้เงินยืมไปใช้ ส่วนลูกก็จะได้ดอกเบี้ยเป็นการตอบแทน ทำให้มีเงินมากขึ้น โดยอธิบายให้ลูกเห็นประโยชน์ของดอกเบี้ยทบต้น ที่ทำให้เงินเพิ่มทวี

คุณแม่นักการเงินอีกรายหนึ่งที่มีวิธีสอนลูกในเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้อย่างน่าฟัง คือ "วรวรรณ ธาราภูมิ" กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า นิสัยทางการเงินอย่างหนึ่งที่เธอหมั่นบ่มเพาะให้ลูกคือ เมื่อเราพึ่งพาตนเองได้แล้ว เราก็ต้องแบ่งส่วนหนึ่งไปช่วยผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าด้วย

"บ้านเราทำทานมากกว่าทำบุญ ไม่ค่อยสร้างวัด สร้างพระ ฯลฯ แต่หนักไปทางจุนเจือคนด้อยโอกาส ลูกก็เห็นสิ่งที่ทำ เคยถามว่าทำไมไม่เอาเงินนี้ไปลงทุน เพื่ออนาคตจะได้มากขึ้นๆ แม่ก็บอกว่านี่ละการลงทุนอีกชนิดหนึ่ง แม่ลงทุนทางสังคมให้ลูกและคนอื่นๆ"

กล่าวคือ การสนับสนุนของแม่ ทำให้ชีวิตเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสและผู้ใหญ่ที่ไม่โชคดีอย่างเรา สามารถอยู่รอดได้ พออยู่รอดได้เขาก็ไม่ไปเป็นคนไม่ดีในสังคม เขาก็จะระลึกได้ว่าพวกเราที่โชคดีกว่าเขา ทำดีต่อเขา เขาก็จะไม่โกรธแค้นเกลียดชังพวกเรา สังคมก็จะดีขึ้น

"โชติกา สวนานนท์" กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย เป็นคุณแม่อีกคนหนึ่งที่วางรากฐานการออมให้ลูกตั้งแต่เล็ก เพราะเธอเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญอย่างยิ่ง

"โดยปกติก็จะมีทั้งส่วนที่แม่ออมให้ และสอนให้เขาออมเอง ก็จะคอยบอกคอยสอนตลอดว่า การออมดี และมีประโยชน์อย่างไร ลูกก็จะซึมซับมาเรื่อยๆ สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องมีวินัยทางการเงินให้ลูกเห็นก่อน"

คุณแม่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเงินๆ ทองๆ อย่าง "ชาลอต โทณวณิก" บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ก็มักจะบอกและทำให้ลูกเห็นถึงวินัยทางการออมของแม่ และโดยมากก็จะทำให้ลูกเห็นว่า เงินทองไม่ใช่ของที่จะหามาได้ง่ายๆ บอกให้เขารู้แหล่งที่มาของรายได้ ลูกก็จะซึมซับความเหนื่อยยากของพ่อแม่ และรู้คุณค่าของเงิน

สอนให้ลงทุน หารายได้

นอกจากการสอนเรื่องการฝากเงินแล้ว ดัยนายังสอนลูกเรื่องการหารายได้ เช่น การเล่นขายของ หม้อข้าวหม้อแกงโดยได้เข้าไปในเวบไซต์ของอเมริกาซึ่งมีเกมให้เด็กเล่นขายน้ำ มะนาว (Lemonade stand) ซึ่งสอนเด็กให้รู้จักตัดสินใจประเมิน และเลือกโอกาสทางธุรกิจ โดยแต่ละเมืองจะมีค่าเช่าแผงไม่เท่ากัน ราคามะนาว น้ำตาลไม่เท่ากัน ส่วนราคาขายก็ให้ตั้งเอง โดยหน้าร้อนหน้าหนาวจะขายได้มากน้อยต่างกัน หากขายแพงจะขายได้น้อยกว่าขายถูก แต่ได้กำไรมากกว่า หรืออาจขายไม่ได้เลย ที่สำคัญคือ เด็กได้หัดตัดสินใจ และศึกษาผลจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางการขาย

เรื่องการลงทุนนั้น ดิฉันสอนให้ลูกลงทุนผ่านกองทุนรวมประเภทต่างๆ เมื่อลูกคนโตเริ่มทำงาน ก็แนะนำให้ซื้อกองทุน RMF และกองทุน LTF ทันที นอกจากนั้นให้แบ่งเงินไว้ออม และลงทุนก่อนเหลือเท่าไรค่อยใช้ และต้องไม่ลืมที่จะแบ่งเงินไว้ทำบุญเสมอ

โชติกาบอกว่าเมื่อบอกสอนให้ลูกออมมาได้ระดับหนึ่งแล้ว และประกอบกับวัยที่โตขึ้น ก็จะคอยสอนเขาให้รู้จักกับเรื่องของการลงทุน ว่านอกจากการฝากเงินแล้วที่จริงในโลกของเรายังมีการลงทุนอีกหลายรูปแบบให้ เราเลือกลงทุน ลูกก็จะรู้จักการลงทุน จัดพอร์ต และกระจายความเสี่ยง มีทักษะการลงทุนที่ดีติดตัวเขาไปตลอด

ให้รู้จักความสุขที่ไม่ใช่แค่ เงินทอง

นอกจากนั้น ดัยนาจะสอนให้ลูกตระหนักเสมอว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่เงินแต่อยู่ที่ใจ บางทีคนยากจนมีความสุขยิ่งกว่าคนร่ำรวยเสียอีก ดังนั้น เธอจะสอนให้ลูกรู้จักความสุขจากการให้และทำบุญให้มากๆ พอใจในสิ่งที่ตนมีเป็นความสุขนั้นอยู่ที่ใจ อย่าโลภมาก อย่ามองแต่คนที่มีมากกว่าเรา แต่ให้มองคนที่มีน้อยกว่า และคิดเสมอว่าเราจะมีส่วนทำให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

และที่สำคัญที่สุดคือ การสอนให้ลูกเป็นคนดีและซื่อสัตย์สุจริต เข้าใจความจำเป็นและความสำคัญของกฎเกณฑ์ กฎหมายต่างๆ ซึ่งทุกคนจะต้องมีวินัย เคารพและปฏิบัติตามกฎ ซึ่งพ่อแม่ต้องสอนโดยการปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง เธอและครอบครัวเชื่อในเรื่องบุญและบาป จะสอนให้ลูกปฏิบัติธรรมตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งช่วยให้ลูกมีจิตใจที่ดี มั่นคงเข้มแข็งมีเหตุผล ดูแลตนเองได้ดี ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด ซึ่งลูกทั้งสองคนก็ไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง

ทำแผนการเงินให้ลูกเห็น

วรวรรณบอกอีกว่า มีหลายสิ่งหลายประเด็นที่พ่อแม่สามารถเป็นต้นแบบให้ลูกเห็น เช่นโดยมากครอบครัวไทยๆ แม่มักเป็นผู้จัดการเงินในบ้าน ดังนั้นเธอจึงทำตัวอย่างให้ลูกเห็นด้วยการหยิบเอาของจริงในชีวิตจริงมาแสดง ให้เห็นคือ แม่ทำแผนการเงินเป็นรายเดือนว่ารายได้ที่เราได้รับในแต่ละเดือนนั้น เราต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง โดยทำแผนล่วงหน้าเป็นปีด้วย เพราะบางเดือนเราจะมีรายจ่ายเป็นครั้งคราวเช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าประกันรถ ค่าซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ หรือค่ารักษาพยาบาลเช่น การตรวจร่างกายประจำปี/ครึ่งปี รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวของครอบครัวด้วย

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จะมีรายการค่าใช้จ่ายรายการหนึ่งที่เป็นการออมทุกเดือนเอาไว้ก่อน ส่วนที่เหลือจากความจำเป็นและการออม คือ ส่วนที่เราจะเอาไปใช้ในสิ่งฟุ่มเฟือยบ้างได้ แผนพวกนี้ทำไปจนเราเกษียณแล้ว เราจึงเห็นตั้งแต่วันนี้เลยว่าเราจะมีสภาพอย่างไรในยามเกษียณ ลูกจะสามารถศึกษาได้ขนาดไหน ฯลฯ

ในส่วนที่เป็นการออม ก็จะเอาไปลงทุนในกองทุนรวมทุกเดือน ทั้งกองทุนในประเทศและต่างประเทศ เพราะเราทำงานแบบนี้หากไปซื้อหลักทรัพย์เองมันไม่สะดวกใจ และอาจเป็นที่ครหา ก็เลยตัดปัญหาไปเสียเลย และเราก็ให้ลูกดูโมเดลที่เราทำ ซึ่งเป็นการประมาณการว่าการลงทุนของเราในที่ต่างๆ นั้น พอเราอายุ 60 ปี มันจะเป็นอย่างไร ควรปรับสัดส่วนอย่างไรไหม ภายใต้ข้อมูลและอายุของเราที่เปลี่ยนไปทุกปี

"สิ่งที่ลูกจะเรียนรู้ได้จากแม่ในเรื่องนี้ คือ การรู้จักวางแผนการเงินตั้งแต่เล็กๆ การเรียนรู้และจัดทำแผนการเงินของตนเองจะให้ลูกมีสติ รู้ประมาณตน และหมดความกังวลใจในความไม่แน่นนอนทางการเงินไปได้ตลอดอายุขัย นี่เป็นเสรีภาพในชีวิตตนเองอย่างหนึ่งที่อยากให้ลูกได้รับ สมมติว่าต่อไปลูกไปเป็นลูกจ้างใคร เกิดงานที่ทำนั้นไม่ต้องตรงกับนิสัยลูก ลูกจะมีทางเลือกที่อิสระมากกว่าคนที่มีภาระทางการเงินและไม่รู้ภาวะทางการ เงินตนเอง"

ชาลอตบอกว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นนิสัยทางการเงินที่ดีที่พ่อแม่ควรทำให้ลูกเห็นคือ เมื่อทำบัญชีรับจ่ายก็ควรเปิดเผยให้ลูกรู้ และคอยสอนเขาให้บริหารเงิน เช่นได้เงินพิเศษเก็บออมยังไงและบันทึกลงในบัญชียังไงดี

"ปกติเวลาไปลงทุนอะไร จดเอาไว้ ก็จะบอกลูกตลอด ให้เขาเห็นว่าแม่เอาเงินไปซื้อที่ดินซื้อบ้านนะ เขาจะได้รู้ฐานะที่แท้จริง และนำแบบอย่างไปใช้"

ใช้เงินอย่างมีเหตุมีผล ไม่ฟุ่มเฟือย

วรวรรณย้ำว่า คนที่เป็นแม่ไม่ควรจะมีนิสัยเห่อเหิมกับสิ่งที่เป็นแต่เปลือกนอก แต่ชื่นชมกับความงดงาม และความมีคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยไม่วัดคนจากสิ่งเหล่านั้นที่เขามี อุปนิสัยเหล่านี้จะถ่ายทอดไปที่ลูกด้วย

กล่าวคือ เราสามารถมีเท่าที่ลูกคนอื่นๆ เขามีได้โดยไม่เดือดร้อนอะไร แต่จะมีไปทำไมเกินกับที่เราจะใช้ได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละสภาพของเรา

"ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือ เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่จำเป็นต้องเครื่องละ 2 หมื่น ระดับ 6 พันบาทก็เพียงพอเกินพอแล้ว และแม่ออกครึ่ง ลูกออกครึ่ง เดือนไหนลูกใช้จ่ายค่าโทรศัพท์มาก ลูกเหลือเงินน้อย แม่ก็ดับเบิลให้ลูกน้อย ลูกก็จะเห็นว่าในเดือนนี้ลูกมีเงินออมที่จะเอาไปลงทุนน้อยลง ผลของเงินในอนาคตของลูกก็ หดๆๆๆๆ ลูกก็จะฉุกใจคิด ปรับปรุงตนเองต่อไปในเดือนหน้า"

โชติกายอมรับว่าลูกของเธออยู่ในช่วงวัยรุ่น แน่นอนว่าด้วยวัย ทำให้ลูกอยากได้โน่นได้นี่ ซึ่งบางทีก็เป็นการใช้จ่ายอย่างไม่สมเหตุสมผลเท่าไร พฤติกรรมการใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยมักจะเกิดในช่วงนี้ เช่น ใช้โทรศัพท์มือถือจนงบบานปลาย หน้าที่ของแม่คือคอยกล่าวให้เห็นถึงความเหมาะสม และใช้จ่ายเงินอย่างมีเหตุมีผล อธิบายให้ลูกเข้าใจ

"บางทีการกระทำของเรา เราต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจให้ได้ เช่นจะเห็นว่าแม่ซื้อและใช้ของแพงนะ แต่เห็นมั้ยว่าแม่ไม่ได้ซื้อบ่อยหรือพร่ำเพรื่อ แล้วของที่ซื้อมาแม้จะแพงแต่แม่ก็ใช้อย่างคุ้มค่า ก็จะบอกว่าเขา ว่าถ้าลูกรักที่จะซื้อของในแบบของลูกเช่นซื้อเสื้อยืดราคาไม่แพง แต่ซื้อบ่อย ก็จะไม่มีสิทธิมาซื้อของแพงนะ หรือบางทีซื้อนาฬิกามาเรือนหนึ่ง ก็จะบอกเขาว่าแพงแต่คุ้ม ใช้ทีเดียวนานไปเลย หรือบางอย่าง ก็จะคอยชี้ให้เห็นมูลค่าที่งอกเงยของสิ่งที่เราซื้อ สมมติเราซื้อเครื่องประดับอะไรซักชิ้น ก็จะไม่ซื้อที่มันไม่มีมูลค่าเพิ่ม เช่นซื้อต่างหูซักคู่แทนที่จะซื้อของถูก ถ้าเรายอมซื้อแพงหน่อยมันก็มีมูลค่าเพิ่มอยู่ในตัว"

หัวข้อนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาลอตเน้นเสมอว่า พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบเรื่องนิสัยการจับจ่ายที่มีเหตุมีผล บางครั้งที่แม่ต้องซื้อของแพงเข้าบ้าน หรือเป็นของใช้ส่วนตัว แม่ก็ต้องอธิบายถึงเหตุผลและความสมเหตุสมผลให้ลูกเข้าใจได้ เพราะของบางอย่างแพงที่ก็มีเหตุผลที่ควรซื้อ

เหล่านี้เป็นมุมมองของคุณแม่นักการเงิน ที่คุณแม่หลายคนน่าหยิบนิสัยทางการเงินดีๆ ไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบให้ลูกหลานได้

ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2550
โดย กาญจนา หงษ์ทอง จาก www.aomsin.net

 


Page 1 of 212»