ยุคโบราณ
มนุษย์มีความคิดที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาตั้งแต่ยุคหินตอนต้น เห็นได้จากการดำรงชีวิตโดยรวมกันเป็นกลุ่ม หรือเผ่า มีที่อยู่อาศัยรวมกันมีการเฉลี่ยแบ่งปันอาหารที่ช่วยหามาด้วยกันมีการช่วยเหลือเลี้ยงดูครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว ประมาณ300 ปี ก่อนคริสตกาล ชาวกรีก-โรมัน ได้จัดตั้งสมาคมสงเคราะห์ขึ้น โดยการรวบรวมเงินจากสมาชิกไว้ช่วยเหลือ สมาชิกภายในกลุ่ม ต่อมาได้มีการวางกฎหมายบัญญัติว่าถ้าสมาชิกไม่จ่ายค่าบำรุงจะถูกตัดจากสมาชิกภาพ และจะไม่ได้รับความช่วย เหลือหากเสียชีวิตจากการกระทำอัตวินิบาตกรรม ในปีค.ศ. 100จักรพรรดิ Hadrain แห่งเมือง Lanuvium ออกกฎหมายระบุว่า "บุคคลใดก็ตามที่เป็นสมาชิกของสังคมจะต้องอ่านข้อความในสัญญาให้เข้าใจถ่องแท้เสียก่อนเพื่อจะได้ไม่ต้องมาฟ้องร้องในภายหลัง หรือเพื่อจะได้ไม่เป็นข้อที่ทายาทจะมาโต้เถียงในอนาคต " และ " บุคคลใดที่ทำลายตัวเองไม่ว่าโดยวิธีใดย่อมหมดสิทธิ์ที่จะได้รับ ชดเชยใช้เงินจากสมาคม "
ยุคกลาง
ในยุคนี้ประเทศต่างๆ เริ่มมีการติดต่อกันมากขึ้น ธุรกิจการค้าที่ต้องอาศัยการเดินเรือเฟื่องฟู การประกันชีวิตในรูปสมาคมสังคมสงเคราะห์จึงเป็นที่นิยมในต้นคริสตศตวรรษที่ 18 สมาคมชาวเรือแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ใน มหานครลอนดอน ประเทศอังกฤษ ได้จัดวางแผนสังคมสงเคราะห์ขึ้น โดยมีระเบียบการในการสงเคราะห์ครอบครัวของบรรดาพ่อค้า และชาวเรือที่เป็นสมาชิกของสมาคม ถ้าปรากฎว่าสมาชิกที่เดินทางไปกับเรือบรรทุกสินค้าถึงแก่ ความตาย โดยเรืออับปางหรือหายสาบสูญ สมาคมจะนำเงินก่อนไปจ่ายแก่ครอบครัวหรือทายาทของสมาชิกนั้นๆ โดย เฉลี่ยให้ตามจำนวนเงินที่เรียกเก็บไว้จากสมาชิกทั้งหมด สมาชิกที่ประสงค์จะได้รับเงินชดเชยจากการสังคมสงเคราะห์ในระบบดัง กล่าวต้องจ่ายเงินให้แก่สมาคมคนละ 1 ปอนด์ โดยสมาคมจะเป็นผู้รักษาเงินไว้และจัดแบ่งเฉลี่ยเงินที่รวบรวมไว้นั้นให้เป็น มรดกแก่ทายาทของสมาชิกผู้ประสบชะตากรรม ในขณะเดียวกันเมื่อเงินดังกล่าวหมดก็เรียกเก็บเงินจากสมาชิกเพื่อรวบรวมไว้ใหม่ ต่อไป
การประกันชีวิตรายแรกได้แก่ ผู้รับประกันภัยทางทะเลชื่อ นายริชาร์ด...
Read more »
Posts Tagged ‘ การประกันชีวิต ’
วิวัฒนาการ การประกันชีวิต
การวางแผนการเงิน กับการประกันชีวิต
การวางแผนการเงิน กับการประกันชีวิต
source: คาซูโกะ ชิบาตะ
มีการทำวิจัยอันหนึ่งพบว่าไม่มีใครเลยที่จะไม่คิดว่าการเก็บเงินไม่ใช่เรื่องสำคัญ ทุกคนต้องการจะเก็บให้มากที่สุดที่เป็นไปได้ ในขณะเดียวกันเรายังคงต้องการที่จะสำราญกับชีวิตประจำวันให้เต็มที่ด้วย และเราไม่รู้ว่าควรจะเก็บเท่าไรสำหรับอนาคต และจะใช้ในวันนี้ได้เท่าไร ด้งนั้นเราจึงประนีประนอมที่จะเก็บมากเท่าที่เป็นไปได้ ในขณะเดียวกันก็ยังหาความสุขในชีวิตประจำวันได้ รายงานชี้ว่าคนส่วนใหญ่เก็บเงินเพื่อเป็นทุนฉุกเฉิน ใช้สำหรับเป็นทุนเมื่อเกิดการเจ็บป่วยเรื่อรัง หรือตกงาน แต่เรื่องฉุกเฉินนี้ไม่สามารถคาดเดาได้ฉะนั้น เงินก้อนนี้ก็ต้องเก็บสำรองไว้ใช้ได้เฉพาะเรื่องนี้ในอนาคตเท่านั้น
คนที่เก็บเงินเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย หรือค่าใช้จ่ายในการรักษาก็รู้อยู่แก่ใจว่ายังมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องออมเงินเพื่อความมั่นคงอีกหลายอย่าง แน่นอนที่ว่าคนที่เก็บเงินเพื่อเริ่มธุรกิจหรือเพื่อค่าใช้จ่ายฉุกเฉิย หรือจ่ยหนี้ ยังคงมางหาความพึงพอใจชั่วคราวเช่นการเก็บเงินซื้อรถใหม่ เสื้อผ้า หรือสิ่งฟุ่มเฟือยอื่น ๆ แต่เขาคิดว่านี้เป็นส่วนหนึ่งในแผนการเก็บเงินเพื่อความมั่งคง มีวัตถุประสงค์ในการออมระยะยาวสองอย่างคือเพื่อการเกษียณ และการศึกษาของเด็ก ในการศึกษาของเด็ก ผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีแผนการเก็บเงินเฉพาะ เขาได้แต่หวังว่ามีเงินเก็บส่วนหนึ่งจะไม่ถูกใช้จนกว่าจะถึงวัยที่เด็กต้องเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในเรื่องเกี่ยวกับ ทุนการศึกษาผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าความมั่นคงของกองทุนมีความสำคัญมากกว่าความสะดวก ประกันชีวิต และบัญชีออมเงินจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือ “เก็บเงินแยกไว้”
ยังมีประโยชน์ที่ซ่อนอยู่ของการประกันชีวิตที่เราไม่ได้นึกถึง คนที่ซื้อประกันชีวิตจะบรรลุภาระสองประการคือหนึ่งเพื่อครอบครัวและคนที่พึ่งพิงเขา...
Read more »
ข้อแตกต่าง ประกันชีวิตกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร
ประกันชีวิตแตกต่างจากการฝากเงินไว้กับธนาคารอย่างไร
source: แหล่งข้อมูลประกัน
ปัจจุบัน การประกันชีวิตกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มมากขึ้น เพราะมองเห็นถึงความสำคัญและประโยชน์ของการประกันชีวิต แต่ปรากฎว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าการประกันชีวิตเหมือนกับการฝากเงินไว้กับธนาคาร อีกทั้งรูปแบบการเสนอขายในปัจจุบันของตัวแทนประกันชีวิตอาจจะมีการชี้แจงไม่ครบถ้วนและ
ก่อให้เกิดการเข้าใจผิดได้ ซึ่งโดยลักษณะที่แท้จริงแล้วการประกันชีวิตและการฝากเงินไว้กับธนาคารนั้นมีความแตกต่างกัน
1. การฝากเงินไว้กับธนาคาร ถ้าผู้ฝากเงินเสียชีวิต ทายาทก็จะได้รับเงินฝากพร้อมกับดอกเบี้ย ส่วนการทำประกันชีวิต ถ้าผู้ทำประกันชีวิตเสียชีวิตภายใต้เงื่อนไข ถึงแม้ชำระเบี้ยประกันภัยมาเพียงงวดเดียว ผู้รับประโยชน์ก็จะได้รับจำนวนเงินเอาประกันภัย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่าเบี้ยประกันภัยที่ชำระไปแล้ว
ตัวอย่าง ถ้านายออมฝากเงินไว้กับธนาคารปีละ 10,000 บาท เป็นเวลา 3 ปี เมื่อนายออมถอนเงินคืนหรือนายออมเสียชีวิต นายออม หรือทายาทจะได้รับเงิน 30,000 บาท รวมกับอัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้น แต่ถ้านายออมทำประกันชีวิต โดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัย 100,000 บาท จ่ายเบี้ยประกันภัยปีละ 10,000 บาท เมื่อนายออมเสียชีวิตไปในปีที่ 3 ผู้รับประโยชน์ของนายออมจะได้รับเงิน 100,000 บาท แม้ว่านายออมจะจ่ายเบี้ยประกันภัยไปเพียง 30,000 บาทก็ตาม
2. การฝากเงินกับธนาคารจะฝากเมื่อใดก็ได้ตามที่ต้องการ แต่การทำประกันชีวิตต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยตามงวดการชำระเบี้ยประกันภัยที่กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้นกรมธรรม์จะสิ้นผลบังคับ ซึ่งจะทำให้เบี้ยประกันที่ได้ชำระไปแล้วจะไม่ได้ตืนกลับมาเลยในปีแรก เพราะบริษัทได้คิดเป็นค่าความคุ้มครองการเสียชีวิต และค่าใช้จ่ายแล้ว ขณะที่กรมธรรม์มีผลบังคับ
3. การฝากเงินกับธนาคารนั้น สามารถถอนเงินหรือปิดบัญชีเมื่อใดก้ได้ โดยผู้ฝากจะได้รับเงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ย (ถ้ามี)...
Read more »

