March 17th, 2009 | Posted in ประกันชีวิต

ความแน่นอนของชีวิต คือความไม่แน่นอน
การประกันชีวิต คือการชดเชยรายได้ให้กับผู้ทำประกันในกรณีที่เกิดความไม่แน่นอนขึ้นในชีวิต ซึ่งเป็นเหตุให้คุณต้องสูญเสียรายได้ ไม่ว่าจากการเจ็บป่วย ทุพพลภาพ ชราภาพหรือเสียชีวิต นอกจากนี้ยังเป็นการออมทรัพย์ไว้เพื่ออนาคตอีกด้วย เพราะเมื่อครบกำหนดสัญญาก็จะได้รับเงินคืนพร้อมเงินปันผล
ทำไมต้องทำประกันชีวิต
เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต การทำประกันชีวิตจะช่วยให้คุณ และคนที่คุณห่วงใยดำเนินชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เดือดร้อน ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในอนาคตก็ตาม
การประกันชีวิตมีประโยชน์อย่างไร
- ช่วยชดเชยรายได้ให้กับคุณ หรือครอบครัวในกรณีที่เจ็บป่วยทุพพลภาพ ชราภาพ หรือเสียชีวิต
- เป็นการออมทรัพย์ไว้เพื่ออนาคต
- เป็นหลักประกันคุ้มครองธุรกิจของผู้เอาประกันไว้ไม่ให้สูญหายในกรณีที่ผู้เอาประกันเสียชีวิต หรือทุพพลภาพ
- เป็นการระดมเงินออมเพื่อนำไปลงทุนในการพัฒนาประเทศ
November 29th, 2008 | Posted in ประกันชีวิต

บริการเสริมพิเศษที่ไทยประกันชีวิตริเริ่มขึ้นเป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของธุรกิจประกันชีวิตในไทย สะท้อนถึงปณิธานของบริษัทฯ ที่พร้อมจะดูแลชีวิตของผู้เอาประกันทุกเสี้ยววินาที ดูแลอย่างไม่ฉวยโอกาส และดุแลอย่างเท่าเทียมกัน ด้วยการให้บริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางการแพทย์ และการเดินทางฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกที่ ทั่วโลก ทุกกรมธรรม์ ผ่านหมายเลขโทรศัพท์ 0 2256 7333 โดยผู้เอาประกันไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และไม่ต้องชำระเบี้ยประกันเพิ่มเติมแต่อย่างใด

ไทยประกันชีวิตแคร์เซนเตอร์
ศูนย์ดูแลสิทธิประโยชน์ผู้เอาประกันที่สมบูรณ์แบบแห่งแรกของธุรกิจประกันชีวิตในประเทศไทย ด้วยการให้บริการผ่านช่องทางการติดต่อสื่อสารที่หลากหลายในรูปแบบ Multimedia Contact Center ได้แก่ โทรศัพท์ อีเมล เว็บเพจ แชท และระบบตอบรับอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง และเพื่อเพิ่มศักยภาพการบริการแก่ผู้เอาประกันมากยิ่งขึ้น บริษัทฯ จึงได้ขยายการบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยการจัดตั้งสาขาเครือข่ายดูแลสิทธิประโยชน์ของผู้เอาประกัน (Care Center network) 255 แห่ง ณ ที่ทำการสาขาทั่วทุก๓ูมิภาค

ไทยประกันชีวิตเมดิแคร์
บริการพิเศษสำหรับผู้เอาประกันที่ประสบอุบัติเหตุหรือป่วยไข้และต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการสำรองจ่ายค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้นให้กับผู้เอาประกันที่มีอายุกรมธรรม์เกิน 180 วันขึ้นไป และซื้อสัญญาพิเศษเพิ่มเติมการประกันสุขภาพ การประกันสุขภาพวีไอพี การประกันสุขภาพพลัส การประกันอุบัติเหตุ (อ.3) หรือการประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล โดยปัจจุบันมีโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการไทยประกันชีวิตเมดิแคร์จำนวนกว่า 180 แห่งทั่วประเทศ

ไทยประกันชีวิตอีซี่เพย์
บริการพิเศษที่อำนวยความสะดวกรวดเร็วในการชำระเบี้ยประกันให้แก่ผู้เอาประกันผ่านช่องทางต่างๆ กว่า 10 ช่องทาง อาทิ สำนักงานสาขาทั่วประเทศ ที่ทำการไปรษณีย์ ธนาคารพาณิชย์ บัตรเครดิต ระบบอินเตอร์เน็ท โทรศัพย์มือถือผ่านระบบ mpay และล่าสุดไทยประกันชีวิตยังเป็นผู้นำขยายบริการชำระเบี้ยประกันผ่านเคาน์เตอร์เซอร์วิส โดยมีสาขาของบริษัทฯ พร้อมให้บริการ 45 แห่งทั่วประเทศ

ไทยประกันชีวิตเช็กอัพ
บริการพิเศษเพื่อสร้างความประทับใจให้กับลูกค้านับตั้งแต่ก้าวแรกที่ตัดสินใจทำประกันชีวิต โดยเน้นการให้บริการด้านการตรวจสุขภาพสำหรับลูกค้าที่ประสงค์จะทำประกันชีวิตโดยมีผู้บริหารงานขายของไทยประกันชีวิตเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการประสานงานกับโรงพยาบาลชั้นนำที่เข้าร่วมโครงการฯ รวมจำนวน 56 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งนอกจากลูกค้าจะได้รับการตรวจสุขภาพจากสถานพยาบาลที่มีมาตราฐานสูง สะดวก และรวดเร็วแล้ว ในกรณีต้องการตรวจสุขภาพอื่นๆ เพิ่มเติม ลูกค้ายังจะได้รับสิทธิพิเศษในการตรวจสุขภาพในอัตราพิเศษกว่าลูกค้าตรวจสุขภาพทั่วไป

บริการเสริมพิเศษที่ช่วยเติมเต็มความสุขและเรื่องดีๆ ให้ชีวิตของลูกค้าผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่เข้าถึงรูปแบบการดำเนินชีวิต และความชื่นชอบของผู้เอาประกันแต่ละคน ทั้งกิจกรรมเสริมสร้างสายใยรักในครอบครัวการสร้างเสริมสุขภาพ การเพิ่มพูนความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตรวมถึงสิทธิพิเศษส่วนลดต่างๆ เช่น ค่ารักษาพยาบาล การใช้บริการในโรงแรมชั้นนำ และร้านอาหารที่มีชื่อเสียงมากมาย
ทุกบริการของไทยประกันชีวิต พร้อมเติมเต็มคุณค่าให้กับทุกๆ ชีวิต เพราะ ไทยประกันชีวิต เป็นมากกว่าการประกันชีวิต
October 16th, 2008 | Posted in ประกันชีวิต
การประกันชีวิตเป็นการคิดค้นอันยิ่งใหญ่ของมวลมนุษยชาติ เป็นการแสดงออกซึ่งความตั้งใจของคนแต่ละคนที่ยินดีกระทำเพื่อช่วยเหลือคนอื่นๆ ทั้งหมดในกลุ่ม และในขณะเดียวกันก็เป็นการแสดงออกซึ่งความตั้งใจของคนทั้งหมดในกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือคนหนึ่งคนในการรับมือกับความพลัดพรากสูญเสีย ( One for All, All for one )
การประชีวิตเกิดขึ้นเมื่อ 250 ปีที่แล้ว ผู้คิดค้นระบบนี้ขึ้นมาคือ นักบวชกลุ่มหนึ่งในประเทศอังกฤษ โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพื่อนำเงินกองทุนไปให้แก่ ครอบครัวของนักบวชที่เสียชีวิต หลักการก็คือคนทุกคนในกลุ่มตกลงใจกันที่จะสละทรัพย์เฉลี่ยคนละเล็กละน้อย เพื่อทำให้เกิดเป็นกองทรัพย์ที่มีมูลค่ามากกองหนึ่ง สำหรับส่งมอบให้แก่ครอบครัวที่มีการสูญเสีย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ครอบครัวสามารถรับมือกับความเดือดร้อนทางการ เงินอันเป็นผลสืบเนื่องจากการสูญเสียเสาหลักของครอบครัว
ดังนั้น การประกันชีวิตจึงสามารถที่จะกล่าวให้เข้าใจได้โดยง่ายว่า คือ การทดแทนการสูญเสียรายได้ คำว่า “ รายได้” เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะคนเราสามารถที่จะยังชีพอยู่ได้ก็เนื่องจากรายได้นั่นเอง แต่รายได้นี้เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เพราะอาจมีปัญหาหลายอย่างที่ทำให้รายได้ต้องหยุดลงขณะใดขณะหนึ่ง การประกันชีวิตสามารถที่จะขจัดปัญหาชีวิตดังกล่าวได้ คือ ช่วยให้บุคคลที่ประสบปัญหาได้รับการชดใช้เงินจำนวนหนึ่ง
ที่แท้จริงแล้วความจำเป็นในการประกันชีวิตในปัจจุบัน สำหรับคนแต่ละคนมีมูลค่าไม่เท่ากัน ทั้งนี้เนื่องจากเงื่อนไขของความจำเป็น (Needs) ทางเศรษฐกิจที่แต่ละคน แต่ละครอบครัวที่เผชิญอยู่นั้นแตกต่างกัน อีกทั้งช่วงวัยของการเข้าสู่การประกันชีวิตของแต่ละคนก็แตกต่างกันด้วย ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีการวิเคราะห์ความจำเป็นในการทำประกันชีวิต (Needs Analysis) ของผู้ขอทำประกันแต่ละราย ปัจจัยหนึ่งที่กำหนดความแตกต่างของความจำเป็น ก็คือ วงจรชีวิต
วงจร ชีวิตปกติของคนเรา เริ่มตั้งแต่เกิด เมื่อคนเราเกิดมาย่อมต้องตามมาด้วย ความต้องการพื้นฐานของมนุษย์คือ ปัจจัย 4 ได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค จนโตขึ้นเข้าสู่วัยศึกษาเล่าเรียน วัยนี้ความรับผิดชอบจะตกหนักไปสู่ผู้เป็นพ่อแม่ทุกคนที่ต้องเลี้ยงดูลูก ส่งเสียให้ได้รับการศึกษาที่ดี เพื่ออนาคตที่มั่นคง
เมื่อสำเร็จการศึกษาก็จะเข้าสู่วัยทำงาน ในวัยนี้จะมีการสร้างฐานะและสร้างครอบครัว หัวหน้าครอบครัวต้องพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวที่เขารักให้ มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ว่าจะเป็น การเลี้ยงดูพ่อแม่ที่แก่ชรา การเลี้ยงดูภรรยาและลูกๆ ทั้งนี้ก็เพื่อความสุขและเสียงหัวเราะของคนในครอบครัว หัวหน้าครอบครัวจึงจำเป็นต้องทำทุกอย่าง รวมทั้งการมีภาระในการผ่อนชำระหนี้สินต่างๆ เช่น หนี้สินทางธุรกิจเพื่อความเป็นปึกแผ่นและความมั่งคงทางการเงินของครอบครัว การผ่อนรถเพื่อความสะดวกในการเดินทาง การซื้อสินค้าโดยระบบเงินผ่อน และที่เป็นภาระอันหนักอึ้งแต่ก็เป็นความฝันของคนทุกคน คือ การได้เป็นเจ้าของบ้านอันอบอุ่นเพื่อเป็นศูนย์รวมของคนทั้งบ้าน หากหัวหน้าครอบครัวต้องจากไป การประกันชีวิตจะเป็นหลักประกันว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าครอบครัว สมาชิกที่เหลือจะไม่ต้องไปจากบ้านที่อยู่อาศัยหลังเดิม ในช่วงวัยนี้จึงมีความจำเป็นในการทำประกันชีวิตที่หลากหลายและจำนวนมาก
หลังจากทำงานเหนื่อยล้ามาหลายสิบปี เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณอายุ เราจำเป็นต้องมีเงินออมไว้ใช้จ่ายในการดำรงชีพในช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนนี้ สุขภาพเริ่มทรุดโทรมการเจ็บไข้ได้ป่วยจึงเป็นเรื่องธรรมชาติของคนในวัยนี้ การเตรียมเงินเพื่อการรักษาพยาบาลจึงจำเป็นและต้องมากพอ นอกจากนี้บางท่านอาจมีฝันว่าเมื่อถึงวัยนี้อยากจะให้รางวัลชีวิตแก่ตัวเอง บ้าง จึงเตรียมเงินไว้เพื่อการพักผ่อนหรือการท่องเที่ยว คงไม่มีใครอยากจะลำบากในช่วงบั้นปลายชีวิต แต่เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราจะมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ต่ำไปกว่าเดิมเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่เรายังทำงาน มีรายได้อยู่ การเตรียมการด้วยการประกันชีวิตจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะการันตีถึงผล ตอบแทนที่แน่นอนในอนาคต แม้จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของชีวิตคือการจากไปในวัยอันควร การประกันชีวิตก็จะเข้ามามีบทบาทในเรื่องของค่าใช้จ่ายครั้งสุดท้ายในชีวิต เพื่อมิให้ตนเอง แม้จะจากไปแต่ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ที่เหลืออยู่ต้องเดือดร้อน
จากวงจรชีวิตของมนุษย์จึงเป็นที่มาของคำตอบที่ว่า………ทำไมคนเราจึงจำเป็นต้องทำประกันชีวิต………. ในแต่ละช่วงชีวิตของคนทุกคนเราล้วนแต่ต้องเผชิญกับความรับผิดชอบ และความเสี่ยงภัยต่างๆ ความเสี่ยงที่จะทำให้รายรับและรายจ่ายไม่สมดุลกันซึ่งมักจะเกิดขึ้นได้เสมอๆ การเสียชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครทราบล่วงหน้า และอาจเกิดขึ้นกับใครคนหนึ่งได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุจากการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุก็ตาม หากเมื่อผู้หารายได้ของครอบครัวจากไป ครอบครัวจะประสบกับการขาดรายได้ และเกิดปัญหาการเงินต่าง ๆ ตามมามากมาย อาทิ
- ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ หนี้สินที่คุณกู้ยืม จะทำอย่างไร
- ถ้าคุณมีครอบครัวหรือพ่อแม่ที่ต้องรับภาระเลี้ยงดู ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของพวกเขาใครคือผู้รับผิดชอบ
- ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและค่าเล่าเรียนของบุตร ใครจะเป็นผู้จัดการ ตัวบุตรเอง หรือภรรยาของคุณ
- ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันกับคนในครอบครัวที่ยังมีอยู่
- เมื่อคุณจากไป คนในครอบครัวจะสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติได้หรือไม่เมื่อขาดรายได้
นอกจากนี้ หากเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติและขาดรายได้ คุณจะจัดการอย่างไรกับค่าใช้จ่ายในการเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายในชีวิต ประจำวัน แม้กระทั่งในกรณีที่มีอายุยืนยาว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้พอเพียงในการดำรงชีพตลอดไป จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมพร้อมทางด้านการเงินให้มีความมั่นคงเพื่อที่ จะใช้ชีวิตหลังเกษียณอายุได้อย่างอุ่นใจอีก ด้วย
การประกันชีวิตจึงเป็นเครื่องมือที่ดีเลิศและไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ ในการสร้างความอุ่นใจและความมั่นคงให้แก่ครอบครัว เป็นการประกันความคงอยู่ของรายได้ หรือการประกันความคงอยู่ของปัจจัยในการดำรงชีวิตในรูปเงินสดทันใจ เพื่อความสุขและความมั่นคงของชีวิต ผู้ทำประกันชีวิตจะได้รับการคุ้มครองมากมายตั้งแต่วันที่ทำประกันชีวิตด้วย จำนวนเงินเพียงเล็กน้อยที่จ่ายไป (เบี้ยประกันชีวิต) ไม่เพียงแต่เฉพาะการคุ้มครองเมื่อคุณจากไปเท่านั้น การประกันชีวิตยังเป็นการคุ้มครองยามแก่ชรา รวมถึงเป็นทุนการศึกษา เงินทุนแต่งงานสำหรับลูก ๆ และความต้องการที่จำเป็นอื่น ๆ เพื่อให้ชีวิตของคนคนหนึ่งได้บรรลุเป้าหมายของชีวิตอย่างแท้จริงและหมดกังวล
คุณล่ะ……………….ได้สร้างความอุ่นใจและความมั่นคงที่เป็นรูปธรรมให้แก่คน ที่คุณบอกว่ารักเขาหรือยัง
source: มิลเลียไลฟ์ อินชัวรันส์
October 2nd, 2008 | Posted in ประกันชีวิต

การประกันชีวิต ในวิกฤตการเงินโลก
source: บทสัมภาษณ์ คุณสาระ ล่ำซำ
ในประเทศไทย การประกันชีวิตเป็นเรื่องของการคุ้มครองซะส่วนใหญ่ มากขึ้นไปก็เป็นการออมทรัพย์ สิ่งเหล่านี้ในแง่ผู้เอาประกันชีวิต ไม่ได้หวังว่าจะไปเอาผลตอบแทนเป็นที่ตั้ง หวังความคุ้มครอง
การลงทุนของ บริษัทประกันชีวิต ในประเทศไทยจะลงทุนใน Fix income เป็นส่วนใหญ่ อาทิ พันธบัตร รัฐบาล รัฐวิสาหกิจ อยู่ประมาณ 60 % หุ้นกู้เอกชน 10% เงินฝาก 10 % อีก 20 % ที่เหลือจากการให้กู้ และน้ำหนักส่วนใหญ่จะอยู่ที่ ผู้เอาประกันชีวิต feature ของแบบประกันชีวิต ซึ่งเกิดวันหนึ่ง ผู้เอาประกันชีวิตอาจจะต้องไปต่างประเทศ หรือต้องติดภารกิจ เนื่องจากการไปทำงาน ไม่ได้ชำระเบี้ยประกันชีวิต บริษัทประกันชีวิตก็จะเอาตัวมูลค่าเงินสด คือเบี้ยส่วนออม ที่มีดอกเบี้ย เอามาชำระเบี้ยประกันชีวิตให้ เพื่อให้วัตถุประสงค์ของความคุ้มครองเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
คปภ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแล ตามกฏหมาย บริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทประกันวินาศภัย ต้องมีการดำรงเงินสำรอง หรือเงินกองทุน ในกรณีฉุกเฉิน และมากกว่านั้น คปภ บอกว่าจะต้องมี 150 % ของที่ตั้งไว้ของเงินกองทุน 2 % โดยต้องตั้งขึ้นไปอีก 150 % เท่ากับว่านี้เป็นบัฟเฟอร์ เมื่อไรที่ตัวเลขที่ส่งให้ คปภ ทุกเดือนตัวเลขลงกว่า 15 % คปภ จะเข้ามาแทรกแทรงทันที
บริษัทประกันชีวิต ที่เป็นสมาชิก สมาคมประกันชีวิตไทย ทุกบริษัทที่ประกอบการภายในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีบริษัทแม่อยู่ในต่างประเทศก็ตาม ต้องขึ้นอยู่กับ พรบ ประกันชีวิตในประเทศไทย ฉะนั้นการที่ว่าดำรงกองทุน ก็จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอยู่ ตัวเลขของปีพ.ศ. 2550 บริษัทประกันชีวิตทั้งหมด ตัวสินทรัพย์อยู่ประมาณ แปดแสนกว่าล้านบาท เป็นสินทรัพย์ในการลงทุนอยู่ประมาณ หกแสนกว่าล้านบาท ใน แปดแสนกว่าล้าน การลงทุนน้ำหนักส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรรัฐบาล
เรื่องการเวนคืนกรมธรรม์ ซึ่งความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เนื่องจากตัวบุคคล อายุ มีความเสี่ยง หมายความว่าอายุเราเปลี่ยน ความเสี่ยงเราเปลี่ยน เบี้ยประกันชีวิตจะแพงขึ้น แบบประกันชีวิตทุกแบบเราใช้ดอกเบี้ยเป็น pricing แต่เราไม่รู้ว่า ดอกเบี้ยช่วงไหนเป็นอย่างไร แต่กฏหมายกำหนดขั้นต่ำคืออย่าต่ำกว่า 3 % ที่เอามา pricing ซึ่งความจริงอาจจะวิ่งไปที่ 5-6 % ก้ได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าอายุเราช่วงทำประกันชีวิตอยู่ในช่วงไหน ซึ่งจริงๆ แล้วการเวนคืนกรมธรรม์จะไม่คุ้ม เนื่องจากสาเหตุที่กล่าวมาแล้ว และอย่าให้ใครมาให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน คนที่เสียเปรียบจะเป็นผู้เอาประกันชีวิต
September 27th, 2008 | Posted in ประกันชีวิต
แบบประกันพื้นฐาน ของ การประกันชีวิต
แบบประกันแต่ละแบบนี้ได้ถูกประยุกต์ใช้ในการนำเสนอให้กับผู้ซื้อประกันเป็นไปตามความจำเป็น และความต้องการของผู้ซื้อแต่ละบุคคลจะเลือก
ตามหลักสากล แบบประกันพื้นฐานของการประกันชิวิตมีด้วยกัน 4 แบบ ประกอบด้วย
1. แบบกำหนดระยะเวลาการประกัน (TERM LIFE INSURANCE) เป็นแบบประกันที่มีแต่ความคุ้มครองเพียงสถานเดียว แบบประกันแบบนี้มักจะเรียกว่า แบบประกันชั่วระยะเวลา (TERM INSURANCE) เช่น 1 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เป็นต้น เบี้ยประกันจะถูกที่สุดไม่ซับซ้อน แบบนี้คนซื้อไม่ได้เงินใช้ และคนขายก้ไม่นิยมขาย เพราะขาดเหตุจูงใจในการซื้อ และการขายพอสมควร แต่คุ้มครองสูง เบี้ยประกันจะถูก
2. แบบสะสมทรัพย์ (ENDOWMENT) เป็นแบบที่ประยุกต์มาจากแบบประกันกำหนดเวลาคุ้มครอง ทุนประกันจะลดลงตามปีที่ลูกค้าส่งจนเหลือศูนย์ แต่จะถูกนำเอามูลค่าเงินสดมาเติมให้ตลอดทุกปี โดยเพิ่มขึ้นจนครบเท่าทุนประกัน แบบประกันสะสมทรัพย์มีหลากหลายแบบ ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทจะพลิกแพลงการจ่ายเงินคืนให้ลูกค้า เช่นประกันสะสมทรัพย์ 20/20 ปี หมายถึงประกัน 20 ปี ส่งเบี้ยประกันเต็ม 20 ปีเช่นกัน การจ่ายเงินคืนให้กับลูกค้า อาจกำหนดครั้งเดียวเมื่อครบ 20 ปี หรือจ่ายเงินคืนเป็นระยะๆ ไป เช่น ทุก 3 ปี หรือ 5 ปี จ่ายคืนทุนครั้งหนึ่งนับว่าเป็นแบบที่ลูกค้าให้ความนิยมรวมทั้งผู้ขายก็นิยมขายด้วย เพราะได้ผลประโยชน์ค่อนข้่างสูงทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
3. แบบประกันชีวิตตลอดชีพ (WHOLE LIFE INSURANCE) การประกันแบบนี้อธิบายได้ว่าเป็นแบบประกันตลอดชีวิตของผู้ซื้อ บางบริษัทอาจจะกำหนดอายุซื้อ 80 ปี หรือ 90 ปี เป็นการสิ้นสุดการประกัน ให้ผู้ซื้อรับเงินคืนไปไม่ต้องรอถึงวันเสียชีวิต ถือได้ว่าเป็นการสร้างมรดกเงินสดแก่ทายาท แบบตลอดชีพโดยทั่วไปจะมีระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน 20-30 ปี หรือชำระถึงอายุครบ 60, 70 และ 80 ปี จึงจะหยุดส่งเบี้ยประกัน และรับเงินเมื่อครบ 80 ปี หรือ 90 ปี ให้รับเงินคืนไปหากผู้ซื้อยังไม่มีเหตุมรณกรรมตามสัญญา แต่หากผู้เอาประกันมรณะก่อนก็จะได้เงินประกันชีวิต
4. แบบเงินได้ประจำ (ANNUITY INSURANCE) เป็นแบบประกันที่มีมูลค่าเงินสด ค่อยๆ สะสมเพิ่มมูลค่าเงินสดไปเรื่อยๆ บางบริษัทเปิดโอกาสให้ลูกค้าชำระเบี้ยประกันครั้งเดียว ที่เรียกว่า SINGLE PREMIUM พอได้เงินก้อนใหญ่ บริษัทก็ทยอยจ่ายคืนให้ลูกค้าเป็นงวดๆ เป็นต้น เงินที่บริษัทจ่ายคืนเขาเรียกว่า เงินได้ประจำ (ANNUITY) เสมือนหนึ่งเราเก็ยเงินสะสมมาเป็นบำนาญให้ตัวเองยามปลดเกษียณ แบบประกันแบบนี้ไม่มีจ่ายคืนทุนประกัน แต่จะจ่ายเงินเป็นงวดๆ ให้แก่ลูกค้าตามจำนวนปีที่ได้ตกลงกันไว้เป็นเดือนหรือเป็นปี เช่น จะจ่ายบำนาญให้ 20 ปี พอจ่ายบำนาญไปแล้ว 10 ปีเสียชีวิตลง เงินบำนาญอีก 10 ปี จะจ่ายให้แก่ทายาทต่อไป
ประเภทของการประกัน
ประเภทของการประกันชีวิตมีทั้งหมด 3 ประเภทได้แก่
1. ประเภทสามัญ (ORDINARY LIFE INSURANCE)
ประกอบด้วยการประกันชีวิต 4 แบบ คือแบบกำหนดเวลา แบบสะสมทรัพย์ แบบตลอดชีพ และแบบเงินได้ประจำ การประกันเหล่านี้บริษัทจะเลือกรับประกันเฉพาะลูกค้าที่มีสุขภาพที่ดี โดยตั้งเงื่อนไขตรวจสุขภาพลูกค้าก่อนรับประกันสำหรับลูกค้าที่มีอายุมาก และซื้อทุนประกันสูง โดยนำความต้องการของลูกค้ามาคำนวณเป็นเบี้ยประกันที่จะต้องส่งต่อปี กลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้ค่อนข้างสูง เรียกว่าความสามารถซื้อสูง
2. ประเภทอุตสาหกรรม (INDUSTRIAL LIFE INSURANCE)
เป็นการประกันชีวิตประเภทรายเดือน หรือเรียกว่า ประเภทมวลชน จะเก็บเบี้ยประกันเป็นรายเดือน ลูกค้ามีความสามารถจะส่งเบี้ยประกันเป็นรายเดือนๆ ละเท่าใด จึงคำนวณหาทุนประกันชีวิตที่จะให้ความคุ้มครอง การรับประกันจะไม่มีการตรวจสุขภาพ แต่ลูกค้าต้องแถลงความเป็นจริงในการเริ่มขอเอาประกันชีวิต โดยจะปลอดความคุ้มครองระยะแรก เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี หลังจากนั้นจึงจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ และไม่มีการซื้อสัญญาเพิ่มเติมในกรมธรรม์ จุดเด่นคือกลุ่มลูกค้ามีมาก ตัดสินใจซื้อง่าย จุกด้อยก็คือเรื่องการบริหารตัวแทนการจัดเก็บเบี้ยประกัน การต่ออายุจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง ลูกค้าสละกรมธรรม์สูงอีกด้วย
3. ประเภทกลุ่ม (GROUP LIFE INSURANCE)
การประกันประเภทนี้ปรกติจะเป็นสวัสดิการที่นายจ้างซื้อความคุ้มครองให้กับลูกจ้าง ค่าเบี้ยประกันนายจ้างเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันทั้งหมด หรือจ่ายคนละครึ่ง บริษัทจะออกกรมธรรม์ฉบับเดียว โดยในกรมธรรม์จะระบุผู้รับประโยชน์ด้วย สัญญาประกันชีวิตจะเป็นปี หรือระยะสั้นๆ เช่น 5ปี เป็นต้น เบี้ยประกันขึ้นกับจำนวนพนักงาน ทุนประกันและอายุเฉลี่ยของพนักงานทั้งหมด
บทสรุปของการประกันชีวิตจะเห็นได้ว่า การประกันชีวิตเป็นอุตสาหกรรมการเงินขนาดใหญ่ และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ นอกจากนั้นการประกันชีวิตยังให้คุณค่าสวัสดิการทางสังคม บรรเทาความเดือดร้อนในเหตุต่างๆ ที่กรมธรรม์ประกันชีวิตพึงให้ความคุ้มครอง นับว่าเป็นจุดเด่นของการประกันชีวิตอีกด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม อัญชลี ศรีธนาอมร