ความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูง
Hypertension
ความดันโลหิต คือแรงดันในการส่งเลือดในหลอดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ในการวัดความดันจะมี 2 ค่า คือตัวเลขตัวบน (Systolic Blood Pressure) คือค่าแรงดันเลือดขณะหัวใจบีบตัว และตัวเลขตัวล่าง (Diastolic Pressure) คือแรงดันขณะหัวใจคลายตัว ค่าความดันปกติ คือ 120/80
ความดันโลหิตสูง คือภาวะการเพิ่มแรงดันในหลอดเลือดค่าความดันโลหิตสูง คือมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 ค่าความดันโลหิตมีการเปลียนแปลงไม่เท่ากันตลอดเวลา แต่ถ้าตรวจพบค่าความดันมากกว่า 140/90 อยู่เสมอ ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพ
ความดันโลหิตสูงก่อให้เกิดความเสียหายต่อหัวใจ และหลอดเลือดถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เกิดโรคทางหลอดเลือดสมอง หัวใจล้มเหลว หรือหัวใจวายเฉียบพลันได้ บางคนอาจมีความดันโลหิตสูงแต่ไม่มีอาการแสดงให้เห็น หรือที่เรียกว่า Silent Killer การตรวจสุขภาพเป็นประจำจะสามารถพบภาวะความดันโลหิตสูงที่ซ่อนเร้นอยู่ได้
เมื่อแพทย์สั่งยาควบคุมความดันโลหิตให้ ควรทานยาอย่างสม่ำเสมอตามแพทย์สั่ง และหากเกิดอาการจากผลข้างเคียงของยา ควรแจ้งแพทยืทันที เนื่องจากยาที่ใช้ควบคุมความดันโลหิตมีหลายชนิด หากเกิดอาการจากผลข้างเคียงของยา สามารถปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนเป็นยาชนิดอื่นได้ ไม่ควรหยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
การควบคุมดูแลภาวะความดันโลหิตสูง
- ควบคุมน้ำหนัก การลดน้ำหนักจะช่วยลดความดันโลหิต การลดน้ำหนักทำได้ดดยการลดปริมาณแคลอรี และลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ออกกำลังกานอย่างสม่ำเสมอ
- ลดปริมาณเกลือในอาหาร เกลือจะทำให้ระดับความดันโลหิตสูงขึ้น ในคนไข้บางคน ควรอ่านฉลากส่วนประกอบในอาหาร หรือเลือกประกอบอาหารโดยใช้พืชสมุนไพร หรือเครื่องเทศอาจทำให้อาหารรสชาติดีขึ้น
- เพื่มการออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดความดันโลหิต ควรเริ่มอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้น ต้องมีการ warm up และ coll down ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเลือกกิจกรรมการออกกำลังการที่เหมาะสม หรือเมื่อต้องการเริ่มกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างใหม่
- จำกัดปริมาณแอลกอลฮอล์ หรือคาแฟอีน การดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีคาแฟอีนมากเกินไป อาจทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้ ควรจำกัดปริมาณเครื่องดื่มที่มีคาแฟอีนลงเหลือ 2-3 แก้ว/วัน และจำกัดปริมาณแอลกอฮอล์เหลือ 1-2 แก้ว/วัน
- ลดความเครียด การปล่อยให้มีความเครียดอยู่ตลอดเวลา จะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น ควรรู้จักวิธีผ่อนคลายความเครียด
โรคข้อเข่าเสื่อม

โรคข้อเข่าเสื่อม
Osteoarthritis of the knee
เกิดจากการที่กระดูกอ่อนบริเวณหัวเข่าสึกกร่อน และถูกทำลายลง ส่งผลให้เกิดความเจ็บปวดที่เข่าขึ้น ในกรณีที่ร้ายแรงมากๆ อาจเป็นอันตรายถึงขั้นไม่สามารถเดินได้ทีเดียว ซึ่งอีกสาเหตุนั้นแอบแฝงอยู่ที่บุคคลิกภาพ ลักษณะท่าทางของร่างกายนั่นเอง
และนั่นคือ บางคนที่มีขาเป็นรูปตัวโอ ซึ่งก็คือเวลาที่ยืนตัวตรง เข่าทั้งสองข้างจะไม่สามารถยืดตรงได้นั่นเอง และเมื่อเกิดขารูปตัวโอขึ้นแล้ว ก็จะทำให้กระดูกอ่อนภายในอยู่ในลักษณะไม่สมดุลกัน เอียง และถูกกดทับไปข้างใดข้างหนึ่งจนทำให้เกิดการสึกกร่อนในที่สุด
มากไปกว่านั้น ในบรรดาผู้สูงอายุก็ถือว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มที่เป็นโรคนี้มากที่สุด เมื่ออายุมากขึ้น
โรคไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก
dengue fever
ไข้เลือดออก เป็นโรคที่เกิดจากยุงเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออกนอกจากจะเป็น ปัญหาสาธารณะสุขของประเทศไทยแล้ว ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขทั่่วโลก โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น
โรคไข้เลือดออก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากยุงลาย Aedes aegyti ตัวเมีย บินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกโดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไ/วรัสแดงกีจะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วันในช่วงที่มีไข้ หากยุงกัดคนในช่วงนี้ก็จะรับเชื้อไวรัสมาแพร่ให้กับคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นเด็ก โรคนี้ระบาดในฤดูฝน ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือน และโรงเรียน ชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่น ยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อระบายน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง
อาการของโรค
มีอาการไข้ขึ้นสูง 2-7 วัน เบื่ออาหาร อาเจียนออกมามีสีน้ำตาลปนอยู่ ปวดศีรษะไข้ขึ้นสูง 38-40 °c ปวดท้อง ปวดกล้ามเนื้อ วันที่ 2-3 ผู้ป่วยมักซึมลงหน้าแดง ตัวแดง อาจมีผื่น หรือจุดเลือดออกตามผิวหนัง 60-90% ตรวจพบตับโต การตรวจ Tourigust test ให้ผลบวก
วิธีรักษาผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกเบื้องต้น
ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออกและไม่มี วัคซีนป้องกันการรักษาโรคนี้เป็นแบบการรักษาตามอาการและประคับประคอง ซึ่งจะได้ผลดีถ้าให้การวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก
โรคหัวใจล้มเหลว

โรคหัวใจล้มเหลว
Heart Failure
ภาวะหัวใจล้มเหลว เป็นภาวะที่พบได้มากทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งมีผลต่ออัตราการตายและพิการของผู้ป่วยโรคหัวใจ
คือภาวะที่หัวใจ ไม่สามารถสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้เพียงพอ อาจหมายถึง ภาวะที่หัวใจไม่สามารถคลายตัว หรือขยายตัวเพื่อรองรับเลือดได้ปกติ ทำให้เกิดความดันเลือดในช่องปอดมากขึ้น เกิดการคั่งของเลือดในปอดมากขึ้น ทำให้มีอาการเหนื่อยง่าย และอาจก่อให้เกิดอาการบวมของร่างกายได้
สาเหตุของหัวใจล้มเหลว
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจรูมาติก หรือลิ้นหัวใจพิการ โรคหัวใจเป็นแต่กำเนิด โรคเยื่อหุ้มหัวใจบางชนิด โรคไตวาย โรคไทรอยด์เป็นพิษ โรคโลหิตจาง การดิ่มเหล้ามาก ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดจังหวะ โรคติดเชื้อไวรัสแบคทีเรีย หรือวัณโรค ได้รับยาเคมีบำบัด หรือได้รับการฉายแสง โรคข้อบางชนิด โรคการนอนหลับบางชนิด
ภาวะที่เป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้มีอาการของโรคหัวใจล้มเหลวมากขึ้นคือ ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบอย่างเฉียบพลัน ความดันโลหิตสูง การติดเชื้อบางชนิด เช่น ติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ ภาวะที่หัวใจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป ภาวะการณ์ได้รับน้ำมากเกินความต้องการ ขาดการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานอาหารเค็มเกินไป ทานยา เช่น ยาแก้ปวดบางชนิด ยากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น
อาการของโรคหัวใจล้มเหลว
อาการเหนื่อยง่าย อาจเป็นได้ในขณะพัก หรือเวลาออกแรง แน่นหน้าอก หรือหายใจไม่ออก นอนราบไม่ได้เวลากลางคืน อาจต้องลุกขึ้นมาเพื่อช่วยหายใจ ไอ ใจสั่น บวมที่ขา หรือในช่องท้องจนทำให้ตับและม้ามโตได้ ถ้าเป็นนานๆ อาจอ่อนเพลียไม่มีแรงผอมลงได้
การตรวจวินิจฉัย
ซักประวัติ ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคต่างๆ ที่อาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรค และการตรวจร่างกายโดยแพทย์
การตรวจพิเศษ
- การตรวจเอกซเรย์ปอด ดูว่าเงาหัวใจโตหรือไม่ และดูว่าปริมาณของสารน้ำ หรือเลือดคั่งในช่องปอดหรือไม่
- การตรวจกราฟหัวใจเพื่อดูว่า มีการบ่งชี้ถึงหัวใจโต หรือสงสัยว่ามีโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือไม่ และมีลักษณะที่บ่งชี้ว่าหัวใจโต มีหัวใจเต้นเร็ว หรือช้าผิดจังหวะหรือไม่
- การตรวจด้วย เครื่องสะท้อนคลื่นหัวใจ (Echocardiography) ดูการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจมีการบีบตัว หรือคลายตัวปกติหรือไม่ มีโรคลิ้นหัวใจพิการ รวมทั้งเยื่อหุ้มหัวใจว่าปกติหรือไม่
- การเจาะเลือด เพื่อดูระดับของเกลือแร่บางชนิดในเลือด การทำงานของไตไทรอยด์ หรือฮอร์โมนบางชนิด ปริมาณเม็ดเลือดแดง ระดับของ BNP หรือ NT pro BNP (Brain natriureticPeptides) ซึ่งพบว่ามีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นในภาวะหัวใจล้มเหลว สามารถใช้วินิจฉัย และใช้ติดตามการรักษาภาวะหัวใจล้มเหลวได้
1. การรักษาทั่วไป
1.1 การควบคุมรักษา ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว
1.2 การให้การศึกษา เพื่อให้ผู้ป่วยดูแลตนเองหลังจากกลับจากโรงพยาบาล
•ควบคุมการดื่มน้ำ ไม่ควรเกิน 1.5 ลิตรต่อวัน
•อาหารเค็ม จำกัดเกลือ ไม่เกิน 2 กรัมต่อวัน (ประมาณครึ่งช้อนชา)
•การ ชั่งน้ำหนักทุกวัน หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อดูว่ามีภาวะน้ำในร่างกายเกินหรือไม่ ถ้าหากน้ำหนักเกินมากกว่า 2 กิโลกรัม ภายใน 3 วัน อาจพิจารณาใช้ยาขับปัสสาวะเอง หรือมาพบแพทย์
•การควบคุมน้ำหนัก ถ้าอ้วนเกินไปควรลดน้ำหนักตัวลง แต่ถ้าหากผอมเกินไปอาจหมายถึง การขาดสารอาหาร หรือ ภาวะหัวใจวายรุนแรงและเรื้อรังได้
•การ ออกกำลังกาย โดยมีโปรแกรมการออกกำลังกาย ตามความเหมาะสมเป็นรายๆ ไป หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย เช่น การยกน้ำหนัก หรือ การเล่นยกเวท
•ระมัดระวังไม่ให้เป็นหวัดติดเชื้อง่าย
•งดดื่มเหล้าและสูบบุหรี่
•ควบคุมอาหารไขมัน
•การมีเพศสัมพันธ์ ถ้าขึ้นบันได 1 ชั้นโดยไม่เหนื่อย ก็อาจมีเพศสัมพันธ์ได้ปกติ
•การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ
•การเดินทางควรระมัดระวัง ไม่ควรไปในสถานที่สูง อากาศเบาบาง อากาศที่ร้อนชื้นเกินไป
2. การรักษาโดยการใช้ยา
ยากลุ่มอื่นๆ ที่เป็นยาใหม่ หรือยาที่ใช้ในภาวะฉุกเฉินและเฉียบพลัน ไม่ได้นำมากล่าวในที่นี้
3. การรักษาโดยใช้เครื่องมือพิเศษ
3.1 การ ฝังเครื่องช็อคหัวใจ (Implantable Cardioverter Defribrillators,ICD) เป็นเครื่องมือที่ใช้ฝังเข้าไปที่ตัวผู้ป่วย เพื่อทำการรักษาหัวใจเต้นผิดจังหวะ ซึ่งมักจะพบได้ในภาวะหัวใจล้มเหลวที่เป็นรุนแรง โดยเครื่องจะวินิจฉัยลักษณะการเต้นของหัวใจ และทำการช็อคไปเองโดยอัตโนมัติ สามารถลดอัตราการเสียชีวิตโดยเฉียบพลันได้
3.2 การ ฝังเครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ CRT ( Cardiac Resynchronization Therapy ) เป็นเครื่องที่ฝังเข้าไปในร่างกาย ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวที่เป็นรุนแรง ที่มีลักษณะการนำไฟฟ้าผิดปกติ ทำให้การบีบตัวของหัวใจไม่สัมพันธ์กัน เพื่อทำให้มีการนำไฟฟ้าหัวใจที่ดีขึ้น เป็นผลทำให้หัวใจทำงานบีบตัวได้ดีขึ้น สามารถทำให้อาการผู้ป่วยดีขึ้นได้ นอนโรงพยาบาลน้อยลง และลดอัตราการเสียเสียชีวิตได้ อุปกรณ์ชนิดนี้อาจมีการเสริมหน้าที่เป็นแบบ ช็อคไฟฟ้าหัวใจได้ ตามข้อ 3.1 ด้วย เรียกว่า CRT-Defribrillator
4. การรักษาโดยการผ่าตัด
การรักษาโดยการผ่าตัด คือ การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจ ( Cardiac Tranplantation ) ใช้ในกรณีที่ไม่มีทางรักษาโดยวิธีข้างต้น
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
Intervertebral disc
โดย ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเวชธานี
หมอนรองกระดูก มีชื่อตามตำราว่า Intervertebral disc ถ้าจะจำเพาะลงไปตามตำแหน่งก็เป็นว่า หมอนรองกระดูกคอ เรียกว่า Cervical disc และหมอนรองกระดูกที่เอวเรียกว่า Lumbar disc หมอนรองกระดูกไม่ได้เป็นกระดูกครับ แต่จะประกอบด้วยส่วนใหญ่ๆ 2 ส่วน คือ วงรอบนอกจะเป็นเอ็นแข็งๆ (Anular ligament) และใจกลางจะเป็นเหมือนเจลใสๆ (Nucleus pulposus) ทั้งหมดมีหน้าที่รับแรงกระแทกและทำให้เราเคลื่อนไหวกระดูกสันหลังได้ดีขึ้น
ตำแหน่งของหมอนรองกระดูก
ถ้าดูจากรูปเราจะเห็นได้ว่า ด้านหลังของหมอนรองกระดูกจะเป็นที่อยู่ของไขสันหลัง และด้านหลังออกมาด้านข้างเล็กน้อยก็จะเป็นทางออกของเส้นประสาทที่จะมาเลี้ยง แขน (ถ้าเป็นตำแหน่งของคอ) และเลี้ยงขา (ถ้าเป็นตำแหน่งของเอว) โดยภาวะปกติกระดูกหลังมักไม่ยื่นไปกดไขสันหลังหรือเส้นประสาทยกเว้นกรณี อุบัติเหตุให้กระดูกสันหลังหัก หรือในภาวะที่กระดูกสันหลังเสื่อมมากๆ จนผิดรูปไปกดเอาไขสันหลังหรือเส้นประสาทได้
หมอนรองกระดูกสันหลังกับเส้นประสาทอยู่ไม่ห่างกันเลย เมื่อไรก็ตามที่หมอนรองกระดูกยื่นออกมาทางด้านหลังเยื้องไปด้านข้างสักนิด ก็จะไปกดทับเส้นประสาทได้ ยิ่งถ้าได้มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อหลัง ยิ่งทำให้หมอนรองกระดูกยื่นออกมามากขึ้น สาเหตุที่ทำให้แกนภายในของหมอนรองกระดูกยื่นออกมาทับเส้นประสาทเกิดได้จาก หลายสาเหตุ เช่น การที่ร่างกายมีขอบของหมอนรองกระดูกไม่เท่ากันมาแต่กำเนิด หรือจากอุบัติเหตุ เช่น การล้มก้นกระแทกพื้น หรือการที่เราอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ทำให้กล้ามเนื้อหลังทำงานมากจนเกิดการอักเสบ มีการหดเกร็งจนแรงไปกระทำให้หมอนรองกระดูกยื่นออกมามากจนกดทับเส้นประสาท
อาการ
อาการ ปวดหลังร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้าง เป็นอาการเด่นของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ปวดมากหรือปวดน้อยขึ้นอยู่ว่ากดมากหรือน้อยเป็นสำคัญ ถ้าทิ้งไว้นานเส้นประสาทจะทำงานได้น้อยลง อาการชาและอ่อนแรงของขาซีกนั้นจะเริ่มเด่นชัดขั้น อาการทั้งหมดจะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้น คนที่เป็นจะคุ้นเคยกับอาการและบอกรายละเอียดของอาการได้เป็นอย่างดี
การรักษา
การรักษาโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการกดทับเส้นประสาท จากรูปจะเห็นว่ามีการแบ่งลักษณะของหมอนรองกระดูกออกเป็นระยะๆ ทั้งนี้ เนื่องจากการรักษาในแต่ละระยะแตกต่างกัน
1.ในระยะ Protusion ผนังของหมอนรองกระดูกจะยังไม่เสียความยืดหยุ่นไปมากนัก การรักษาด้วยยา กายภาพบำบัด ตลอดจนการรู้จักวิธีเสริมสร้างกล้ามเนื้อหลังเพื่อป้องกันไม่ให้มีการอักเสบ จะสามารถช่วยให้อาการของโรคไม่กำเริบและหายได้ในที่สุด
2.ในระยะ Prolapse ในระยะนี้ผนังของหมอนรองกระดูกเริ่มเสียความยืดหยุ่นไปแล้วแต่ยังไม่ถึงกับ แตกจนส่วนแกนในไหลออกมา การรักษาโดยการผ่าตัดน่าจะได้ผลดีที่สุด
3.ระยะ Extrusion ผ่าตัดแน่นอนครับ
4.ระยะ Sequestration ระยะนี้ก็ต้องผ่าตัดเหมือนกัน
ทั้งสี่ระยะโอกาสที่จะไม่ต้องผ่าตัดมีเพียงระยะแรกเท่านั้น การผ่าตัดกระดูกสันหลังเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่พึงปรารถนา แม้ว่าปัจจุบันอันตรายจะน้อยลงกว่าสมัยก่อนมากมายก็ตาม การป้องกันไม่ให้โรคเลื่อนจากระยะแรกจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจที่สุด ทำได้ดังนี้ครับ พบแพทย์ทันทีที่มีอาการปวดหลังแล้วร้าวลงขา
ให้ความสำคัญกับการปวดหลังทุกครั้ง อย่าลืมว่าคนปกติไม่ปวดหลังนะครับ หาสาเหตุทุกครั้งที่มีอาการปวดหลัง หาเองไม่พบก็ไปพบแพทย์พึงระลึกไว้เสมอว่า การทานยารักษาอาการปวดหลังเป็นการรักษาปลายเหตุ การรักษาคือต้องแก้ที่สาเหตุ และสาเหตุของอาการปวดหลังที่พบบ่อยที่สุดคือ การอยู่ในท่าต่างๆ ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
Warm ร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง ทำ Stretching Exercise ของกล้ามเนื้อหลังทุกครั้งก่อนออกรอบ
การนวดจะดีสำหรับอาการเมื่อยและไม่ดีสำหรับอาการปวด ถ้าท่านไม่แน่ใจว่าที่เป็นอยู่เป็นอาการปวด หรือเมื่อย ก็ไม่ควรไปนวด เพราะจะทำให้อาการแย่ลงในกรณีที่ไปเจอหมอนวดที่ไม่มีทักษะ และไม่ได้ผ่านการเรียนรู้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ


