Archive for September, 2008

แบบประกันพื้นฐาน

September 27th, 2008 | Posted in ประกันชีวิต

แบบประกันพื้นฐาน ของ การประกันชีวิต

แบบประกันแต่ละแบบนี้ได้ถูกประยุกต์ใช้ในการนำเสนอให้กับผู้ซื้อประกันเป็นไปตามความจำเป็น และความต้องการของผู้ซื้อแต่ละบุคคลจะเลือก

ตามหลักสากล แบบประกันพื้นฐานของการประกันชิวิตมีด้วยกัน 4 แบบ ประกอบด้วย
1. แบบกำหนดระยะเวลาการประกัน (TERM LIFE INSURANCE) เป็นแบบประกันที่มีแต่ความคุ้มครองเพียงสถานเดียว แบบประกันแบบนี้มักจะเรียกว่า แบบประกันชั่วระยะเวลา (TERM INSURANCE) เช่น 1 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี เป็นต้น เบี้ยประกันจะถูกที่สุดไม่ซับซ้อน แบบนี้คนซื้อไม่ได้เงินใช้ และคนขายก้ไม่นิยมขาย เพราะขาดเหตุจูงใจในการซื้อ และการขายพอสมควร แต่คุ้มครองสูง เบี้ยประกันจะถูก

2. แบบสะสมทรัพย์ (ENDOWMENT) เป็นแบบที่ประยุกต์มาจากแบบประกันกำหนดเวลาคุ้มครอง ทุนประกันจะลดลงตามปีที่ลูกค้าส่งจนเหลือศูนย์ แต่จะถูกนำเอามูลค่าเงินสดมาเติมให้ตลอดทุกปี โดยเพิ่มขึ้นจนครบเท่าทุนประกัน แบบประกันสะสมทรัพย์มีหลากหลายแบบ ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทจะพลิกแพลงการจ่ายเงินคืนให้ลูกค้า เช่นประกันสะสมทรัพย์ 20/20 ปี หมายถึงประกัน 20 ปี ส่งเบี้ยประกันเต็ม 20 ปีเช่นกัน การจ่ายเงินคืนให้กับลูกค้า อาจกำหนดครั้งเดียวเมื่อครบ 20 ปี หรือจ่ายเงินคืนเป็นระยะๆ ไป เช่น ทุก 3 ปี หรือ 5 ปี จ่ายคืนทุนครั้งหนึ่งนับว่าเป็นแบบที่ลูกค้าให้ความนิยมรวมทั้งผู้ขายก็นิยมขายด้วย เพราะได้ผลประโยชน์ค่อนข้่างสูงทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

3. แบบประกันชีวิตตลอดชีพ (WHOLE LIFE INSURANCE) การประกันแบบนี้อธิบายได้ว่าเป็นแบบประกันตลอดชีวิตของผู้ซื้อ บางบริษัทอาจจะกำหนดอายุซื้อ 80 ปี หรือ 90 ปี เป็นการสิ้นสุดการประกัน ให้ผู้ซื้อรับเงินคืนไปไม่ต้องรอถึงวันเสียชีวิต ถือได้ว่าเป็นการสร้างมรดกเงินสดแก่ทายาท แบบตลอดชีพโดยทั่วไปจะมีระยะเวลาชำระเบี้ยประกัน 20-30 ปี หรือชำระถึงอายุครบ 60, 70 และ 80 ปี จึงจะหยุดส่งเบี้ยประกัน และรับเงินเมื่อครบ 80 ปี หรือ 90 ปี ให้รับเงินคืนไปหากผู้ซื้อยังไม่มีเหตุมรณกรรมตามสัญญา แต่หากผู้เอาประกันมรณะก่อนก็จะได้เงินประกันชีวิต

4. แบบเงินได้ประจำ (ANNUITY INSURANCE) เป็นแบบประกันที่มีมูลค่าเงินสด ค่อยๆ สะสมเพิ่มมูลค่าเงินสดไปเรื่อยๆ บางบริษัทเปิดโอกาสให้ลูกค้าชำระเบี้ยประกันครั้งเดียว ที่เรียกว่า SINGLE PREMIUM พอได้เงินก้อนใหญ่ บริษัทก็ทยอยจ่ายคืนให้ลูกค้าเป็นงวดๆ เป็นต้น เงินที่บริษัทจ่ายคืนเขาเรียกว่า เงินได้ประจำ (ANNUITY) เสมือนหนึ่งเราเก็ยเงินสะสมมาเป็นบำนาญให้ตัวเองยามปลดเกษียณ แบบประกันแบบนี้ไม่มีจ่ายคืนทุนประกัน แต่จะจ่ายเงินเป็นงวดๆ ให้แก่ลูกค้าตามจำนวนปีที่ได้ตกลงกันไว้เป็นเดือนหรือเป็นปี เช่น จะจ่ายบำนาญให้ 20 ปี พอจ่ายบำนาญไปแล้ว 10 ปีเสียชีวิตลง เงินบำนาญอีก 10 ปี จะจ่ายให้แก่ทายาทต่อไป

ประเภทของการประกัน

ประเภทของการประกันชีวิตมีทั้งหมด 3 ประเภทได้แก่
1. ประเภทสามัญ (ORDINARY LIFE INSURANCE)
ประกอบด้วยการประกันชีวิต 4 แบบ คือแบบกำหนดเวลา แบบสะสมทรัพย์ แบบตลอดชีพ และแบบเงินได้ประจำ การประกันเหล่านี้บริษัทจะเลือกรับประกันเฉพาะลูกค้าที่มีสุขภาพที่ดี โดยตั้งเงื่อนไขตรวจสุขภาพลูกค้าก่อนรับประกันสำหรับลูกค้าที่มีอายุมาก และซื้อทุนประกันสูง โดยนำความต้องการของลูกค้ามาคำนวณเป็นเบี้ยประกันที่จะต้องส่งต่อปี กลุ่มลูกค้าจะเป็นกลุ่มที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้ค่อนข้างสูง เรียกว่าความสามารถซื้อสูง

2. ประเภทอุตสาหกรรม (INDUSTRIAL LIFE INSURANCE)
เป็นการประกันชีวิตประเภทรายเดือน หรือเรียกว่า ประเภทมวลชน จะเก็บเบี้ยประกันเป็นรายเดือน ลูกค้ามีความสามารถจะส่งเบี้ยประกันเป็นรายเดือนๆ ละเท่าใด จึงคำนวณหาทุนประกันชีวิตที่จะให้ความคุ้มครอง การรับประกันจะไม่มีการตรวจสุขภาพ แต่ลูกค้าต้องแถลงความเป็นจริงในการเริ่มขอเอาประกันชีวิต โดยจะปลอดความคุ้มครองระยะแรก เช่น 6 เดือน หรือ 1 ปี หลังจากนั้นจึงจะได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์ และไม่มีการซื้อสัญญาเพิ่มเติมในกรมธรรม์ จุดเด่นคือกลุ่มลูกค้ามีมาก ตัดสินใจซื้อง่าย จุกด้อยก็คือเรื่องการบริหารตัวแทนการจัดเก็บเบี้ยประกัน การต่ออายุจะมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง ลูกค้าสละกรมธรรม์สูงอีกด้วย

3. ประเภทกลุ่ม (GROUP LIFE INSURANCE)

การประกันประเภทนี้ปรกติจะเป็นสวัสดิการที่นายจ้างซื้อความคุ้มครองให้กับลูกจ้าง ค่าเบี้ยประกันนายจ้างเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันทั้งหมด หรือจ่ายคนละครึ่ง บริษัทจะออกกรมธรรม์ฉบับเดียว โดยในกรมธรรม์จะระบุผู้รับประโยชน์ด้วย สัญญาประกันชีวิตจะเป็นปี หรือระยะสั้นๆ เช่น 5ปี เป็นต้น เบี้ยประกันขึ้นกับจำนวนพนักงาน ทุนประกันและอายุเฉลี่ยของพนักงานทั้งหมด

บทสรุปของการประกันชีวิตจะเห็นได้ว่า การประกันชีวิตเป็นอุตสาหกรรมการเงินขนาดใหญ่ และมีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ นอกจากนั้นการประกันชีวิตยังให้คุณค่าสวัสดิการทางสังคม บรรเทาความเดือดร้อนในเหตุต่างๆ ที่กรมธรรม์ประกันชีวิตพึงให้ความคุ้มครอง นับว่าเป็นจุดเด่นของการประกันชีวิตอีกด้วย

ข้อมูลเพิ่มเติม อัญชลี ศรีธนาอมร


เอไอเอ ขอชี้แจง

September 26th, 2008 | Posted in ประกันชีวิต

เอไอเอ

เอไอเอ ขอชี้แจงให้ทุกท่านมั่นใจ

แจ้งประกาศ อเมริกัน อินเตอร์แนชั่นแนล กรุ๊ป อิงค์ (AIG) ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง ล่าสุดได้รับการสนับสนุนจากธนาคารกลาง สหรัฐอเมริกา (Federal Reserve Reserve bank of New York) เรียบร้อยแล้ว เอไอเอ ขอชี้แจงข้อมูลของ เอไอเอ ประเทศไทย เพื่อความมั่นใจในความมั่นคงต่อบริษัท ดังเช่นที่ผ่านมาดังนี้

1. เอไอเอ ประเทศไทย เป็นบริษัทในเครือ AIG แต่ เอไอเอ มีอำนาจในการบริหารงาน และดำเนินธุรกิจภายใต้กฏหมาย และข้อบังคับเกี่ยวกับธุรกิจประกันภัย และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กระทรวงการคลัง ดังนั้น แม้ AIG ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง แต่มีผลกระทบกับภาคธุรกิจของ เอไอเอ ประเทศไทยน้อยมาก

2. เอไอเอ ประเทศไทย ถือเป็นบริษัทประกันชีวิตที่มีสถานภาพทางการเงินแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก โดย ณ กรกฏาคม 2551 ที่ผ่านมา สำนักงานคปภ ได้วิเคราะห์สถานภาพทางการเงินของบริษัทพบว่า เอไอเอ มีสถานภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง ดังนี้

  • เอไอเอ ประเทศไทย มีผลดำเนินงานที่ดี มีสินทรัพย์รวม 383,060.77 ล้านบาท
  • เอไอเอ ประเทศไทย มีกำไรสะสมกว่า 70,000 ล้านบาท

  • เอไอเอ ประเทศไทย มีเงินกองทุน 69,241.64 ล้านบาท คิดเป็น 1,107.67 % ของเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฏหมาย ซึ่งสูงกว่าที่กฏหมายกำหนด (กฏหมายได้กำหนดไว้ที่ 150 %)

  • เอไอเอ ประเทศไทย มีเงินสำรองประกันภัยจำนวน 28,6674.28 ล้านบาท ทั้งนี้ จำนวนเงินสำรองการประกันภัย หมายถึงจำนวนเงินที่ เอไอเอ ได้ดำรงไว้เพื่อรองรับภาระผูกพันที่บริษัทมีต่อผู้เอาประกันภัยตามเงื่นไขกรมธรรม์ทั้งหมด และเอไอเอ จะยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ เพื่อให้ผู้ถือกรมธรรม์ทุกท่านได้รับผลประโยชน์ตามภาระผูกพันที่กำหนดในเงื่อนไขกรมธรรม์ทุกประการ ไมาว่าจะเป็นเงินครบกำหนดสัญญา เงินคืนรายงวด เงินปันผล เงินสินไหมทดแทน เป็นต้น

3. เอไอเอ ประเทศไทย มีนโยบายการลงทุนที่เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงน้อย โดยเลือกลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลเป็นหลัก เพื่อสร้างความมั่นคงในอนาคตว่า บริษัทสามารถรองรับภาระผูกพันที่บริษัทมีต่อผู้เอาประกันภัยได้

4. เอไอเอ มีตัวแทนบริการที่มีความเป็นมืออาชีพ เข็มแข็งกว่า 82,000 คน และมีพนักงานที่พร้อมบริการกว่า 2,000 คน

เอไอเอ ขอยืนยันให้ทุกท่านมั่นใจว่า เอไอเอ ประเทศไทยจะยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติ และ เอไอเอ สามารถรองรับภาระผูกพันที่บริษัทมีต่อผู้เอาประกันภัยตามเงื่อนไขกรมธรรม์ทั้งหมดทุกประการ ทั้งนี้ หากท่านมีข้อสงสัยเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ AIA call Center 1581


สู่ความสำเร็จ

September 24th, 2008 | Posted in Thai insurance knowledge

To Success

คุณสมบัติ 8 ประการสู่ความสำเร็จ

ในการที่จะเล่นกีฬาให้ชำนาญจนมีความสามารถเป็นที่ยอมรับกัน และจนถึงขนาดชนะได้รางวัลนั้น นอกจากผู้เล่นจะต้องมีทักษะพื้นฐานที่ดีแล้ว ยังต้องฝึกฝนตัวเองอยู่อย่างสม่ำเสมออีกด้วย จะเห็นว่าผู้ประสบความสำเร็จและเป็นผู้ชนะมักจะมีสไตล์ในการเล่นที่แตกต่าง กัน ไม่มีสไตล์ไหนที่ชนะตลอดหรือแพ้ตลอด
ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องพยายามหาสไตล์การเล่นที่เหมาะกับตัวเราและมีความเชื่อมั่นว่าจะทำ ให้เราชนะในเกมการลงทุน และค่อยๆ พัฒนาจนมีสไตล์ของตนเอง ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ใครจะรู้ สไตล์การลงทุนของตัวคุณเองอาจจะประสบความสำเร็จอย่างสูงในอนาคตก็ได้ นักลงทุนระดับ “ปรมาจารย์” ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง มีคุณสมบัติที่เหมือนๆ กันอยู่ 8 ประการด้วยกัน คือ

คุณสมบัติ #1 : มีความรอบรู้ (Breadth)

จากการศึกษาพบว่าผู้ประสบความสำเร็จในการลงทุนมักมีความกระตือรือร้น สนใจเรื่องราวต่างๆ รอบตัว นอกจากข้อมูลซึ่งเกี่ยวข้องกับการลงทุนโดยตรงแล้ว พวกเขายังให้ความสนใจกับสิ่งอื่นๆด้วย เช่น George Soros มีความสนใจเรื่องปรัชญาและได้เข้าไปทำกิจกรรมหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการ เมืองระดับโลกด้วย นักลงทุนที่ดีต้องเป็นผู้ที่มีความสนใจที่หลากหลาย ไม่ตีกรอบตัวเองอยู่เฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่งเท่านั้น โดยเฉพาะในโลกทุกวันนี้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันสูงมาก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในซีกโลกหนึ่ง อาจส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆ อย่างกว้างขวาง แม้แต่ประเทศที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ก็อาจได้รับผลกระทบอย่างมากและรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง เช่น กรณีวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เกิดกับประเทศไทยปี 2540 นั้นได้ส่งผลสะเทือนต่อระบบการเงินไปทั่วโลก เป็นต้น

คุณสมบัติ #2 : ช่างสังเกต (Observation)

นักลงทุนที่ดีควรจะสวมวิญญาณนักสืบ เป็นคนที่ช่างสังเกต ใส่ใจในรายละเอียด รวมทั้งต้องจดจำข้อมูลที่สำคัญๆ ของหุ้นต่างๆ ได้ ยิ่งคุณจำรายละเอียดได้มากเท่าใด คุณจะยิ่งมีความสามารถในการวิเคราะห์ แยกแยะ รวมทั้งประเมินผลกระทบภายใต้สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าคนอื่น กล่าวกันว่า Warren Buffet นั้น เป็นคนช่างสังเกตและสามารถในการจดจำรายละเอียดของข้อมูลต่างๆ ของบริษัทที่เขาไปลงทุนได้มากมายอย่างน่าทึ่ง ราวกับว่าตัวเขาเป็นเหมือน “สารานุกรมเคลื่อนที่” ทีเดียว

คุณสมบัติ #3 : ไม่มีอคติ (Objectivity)

นักจิตวิทยาได้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์นั้นเป็น “สัตว์สังคม” เมื่อได้มารวมกลุ่มกันเข้าแล้ว เพื่อจะไม่ให้เกิดปัญหาทางสังคมกับผู้อื่น จึงมีความโน้มเอียงที่จะตัดสินใจทำเรื่องต่างๆ ในลักษณะที่คล้อยตามกระแสที่คนส่วนใหญ่นิยมทำกัน ทำให้เกิดเป็นพฤติกรรม “สัญชาติญาณฝูงสัตว์” (herd instinct) เหมือนกับสัตว์ต่างๆ ที่มักจะคล้อยตามจ่าฝูง นักลงทุนที่จะประสบความสำเร็จจะต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ และไม่ยอมให้ความคิดของตัวเองถูกครอบงำโดยกระแสของคนส่วนใหญ่ เพราะว่าความผิดพลาดเหล่านี้ มักจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถคาดคะเนได้ล่วงหน้า

คุณสมบัติ #4 : รักษาวินัย (Discipline)
นักลงทุนจะต้องมีความอดทนในการรอคอย เพราะโอกาสดีๆ หรือความคิดดีๆ สำหรับการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ นั้นไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน เช่น Warren Buffet นั้น ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีวินัยในการลงทุนสูงมาก เขาเคยบอกว่าเคล็ดไม่ลับของความสำเร็จในการลงทุนของเขาก็คือต้องรู้จักอดทน อดกลั้น รอคอยโอกาส ไม่ตัดสินใจตามกระแส และเมื่อโอกาสนั้นมาถึงต้อง “หวดให้สุดแรง” (ภาษานักเบสบอล ซึ่งเป็นกีฬาที่คนอเมริกันชอบมาก) เพราะโอกาสดีๆ ที่จะผ่านเข้ามาในชีวิตของคนเรานั้น มีไม่บ่อยครั้งนัก

คุณสมบัติ #5 : มีความลึก (Depth)
โดยปกติ “ความลึก” จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อคนเรามีสมาธิ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเพ่งความคิดให้แน่วแน่อยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง (focus) และสามารถคิดได้อย่างมีอิสระ Soros จะไม่ยอมให้มีใครรบกวนเลย เวลาที่เขาทำการซื้อขายอยู่ แม้ในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนสูงเพราะมีข่าวใหญ่บางอย่างเข้ามากระทบ เขาก็ยังไม่ยอมให้ใครคนไหนเข้าพบเพื่อมาสรุปข้อมูลและวิเคราะห์ผลกระทบให้ ฟัง จนกว่าเขาจะได้ “จัดการ” กับการลงทุนของเขาให้เรียบร้อยเสียก่อน

คุณสมบัติ #6 : มีความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)
ในการลงทุน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จำเป็นต้องเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจส่วนรวมของไทย เศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาวะเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจต่างๆ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่สำคัญต่างๆ เช่น อัตราดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน ราคาน้ำมันด้วย มิฉะนั้นเขาจะไม่สามารถคว้าโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถจัดการกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อลดทอนความเสียหายได้

คุณสมบัติ #7 : มีฉันทะในสิ่งที่ทำ (Passion)
นักลงทุนระดับปรมาจารย์ทุกคน “รัก” อาชีพการลงทุน พวกเขามีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ทำมากกว่าจะคิดเรื่องของผลตอบแทนที่ได้ Warren Buffet เคยพูดว่าตัวเขาเอง…Enjoy the process rather than the proceeds… รู้สึกสนุกกับการทำให้ “ได้ผล” มากกว่าจะคำนึงถึง “ผลได้”

คุณสมบัติ #8 : มีความยืดหยุ่น (Flexibility)
ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น ต้องเปิดใจพร้อมที่จะยอมรับข้อมูลใหม่ๆ และโลกทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกเขารู้ดีว่าการที่ยึดติดกับความคิด/ความเชื่อบางอย่างตายตัวเกินไปอาจ เป็นการโยนทิ้งโอกาสดีๆ ที่ผ่านเข้ามา (“ตกเครื่องบิน”) หรือทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อการลงทุน (“เครื่อง บินตก”) ก็ได้ ประเด็นก็คือ นักลงทุนที่ประสบกับความสำเร็จจะต้องกล้าที่จะยอมรับความจริง ถ้าหากพบว่ามีการตัดสินใจผิดพลาด ก็ต้องยอม “ตัดขาดทุน” (cut losses) เสียแต่เนิ่นๆ แต่เมื่อตัดสินใจถูกต้องแล้ว ก็ต้องรู้จักปล่อยให้ “กำไรเพิ่มพูน” (run profits) ด้วยการไม่รีบขายหุ้นนั้นทิ้งไปด้วย

ทั้งหมดนี่คือคุณสมบัติที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมีอยู่คล้ายกัน หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่สนใจในการลงทุนเพื่ออิสรภาพทางการเงินในอนาคต สามารถนำคุณสมบัติเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับการลงทุนของตนเอง และหากสนใจที่จะเรียนรู้กลยุทธ์การลงทุน และการบริหารเงินส่วนบุคคล ไม่ควรพลาดหนังสือชุด อยากรวย ต้องรู้ เคล็ด (ไม่) ลับ สู่….อิสรภาพทางการเงิน ทั้ง 4 เล่ม จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

source: TSI Thailand Securities Institute


เลือกลงทุนในกองทุนรวม

September 23rd, 2008 | Posted in การออมทรัพย์และการลงทุน

เทคนิคการเลือกลงทุนในกองทุนรวม

 

เนื่องจากการตัดสินใจเลือกลงทุนในกองทุนรวมแต่ละประเภท ย่อมที่จะแตกต่างกันออกไปตามความต้องการ และเงื่อนไขของนักลงทุนแต่ละราย กองทุนรวมที่เหมาะกับนักลงทุนรายหนึ่ง อาจจะไม่เหมาะกับนักลงทุนอีกรายหนึ่งก็เป็นได้ ดังนั้น การเลือกเฟ้นเพื่อหากองทุนรวมที่เหมาะสมกับนักลงทุนแต่ละรายจึงเป็นสิ่ง สำคัญ โดยเทคนิคการเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่นักลงทุนควรรู้มีดังนี้

อ่านหนังสือชี้ชวนให้ละเอียด เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า เป็นกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุน และเงื่อนไขสอดคล้องกับความต้องการของตนเองทั้งในเรื่องของผลตอบแทน ความเสี่ยง และสิทธิประโยชน์ทางภาษี

หากนักลงทุนมีความรู้ความชำนาญในหลักทรัพย์เฉพาะกลุ่ม เช่น หุ้นกลุ่มพลังงาน หรือมีความรู้ความชำนาญในทรัพย์สินบางประเภท เช่น อสังหาริมทรัพย์ ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนเฉพาะในหลักทรัพย์ หรือทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นได้

หากต้องการสภาพคล่องในการขายคืน ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนเปิดที่สามารถขายคืนเมื่อใดก็ได้ ในทางกลับกัน หากต้องการลงทุนแบบซื้อแล้วถือ (Buy and Hold) ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนปิดที่มีระยะเวลาในการลงทุนยาว และมีอายุครบกำหนดไถ่ถอนที่แน่นอนในอนาคต

ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่มีผลการดำเนินงาน หรือให้อัตราผลตอบแทนที่ดีกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนีมาตรฐาน (Benchmark) อย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน

ไม่ควรให้น้ำหนักความสำคัญกับผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนรวมในอดีต ทั้งนี้ก็เพราะผลงานในอดีตเป็นเพียงแค่ข้อมูลอ้างอิง ไม่ได้รับประกันผลงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแต่อย่างใด

เลือกกองทุนรวมที่มีค่าใช้จ่ายต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับกองทุนอื่นๆ ที่มีลักษณะ และนโยบายการลงทุนเหมือนกัน

เลือกกองทุนรวมที่ให้บริการครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นด้านการซื้อ การขาย หรือการโอนย้ายหน่วยลงทุน และสามารถที่จะทำการซื้อขายได้หลากหลายช่องทาง

พิจารณาสภาวะตลาดเพื่อหาจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเข้าซื้อขายหน่วยลงทุน โดยเฉพาะในกรณีของกองทุนรวมตราสารทุน หากสภาวะตลาดทุนในขณะนี้ค่อนข้างซบเซา แต่คาดว่าจะมีแนวโน้มดีขึ้นในอนาคต ก็ควรที่จะซื้อหน่วยลงทุนเก็บเอาไว้ ในทางกลับกัน หากสภาวะตลาดทุนขึ้นสูงสุด และมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนทิศทาง ก็ควรที่จะขายออกไปก่อน

พิจารณาแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะในกรณีของกองทุนรวมตราสารหนี้ หากคิดว่า อัตราดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น ก็ควรเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เพื่อให้การลงทุนนั้นสามารถเกาะไปกับอัตราดอกเบี้ยที่กำลังปรับตัวขึ้น ในทางกลับกัน หากคิดว่า อัตราดอกเบี้ยจะคงที่ หรือมีแนวโน้มที่จะลดลง ก็ควรที่จะเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะยาว เพื่อล็อกอัตราดอกเบี้ยที่สูงๆ ไว้ จะได้ไม่เสียโอกาสในการที่จะได้รับดอกเบี้ยในอัตราที่สูง เมื่อมีการปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยเกิดขึ้นจริงๆ

source: TSI Thailand Securities Institute


ลงทุนแบบถัวเฉลี่ย

September 22nd, 2008 | Posted in Thai insurance knowledge

Dollar Cost Averaging

กุญแจสำคัญที่จะทำให้การลงทุนประสบความสำเร็จได้เป็นอย่างดี นั่นคือ การเลือกลงทุนในจังหวะที่ถูกต้อง โดยเฉพาะการลงทุนในหลักทรัพย์ที่ราคาซื้อขายผันผวนขึ้นลงตลอดเวลาอย่างหุ้น หรือกองทุนหุ้น สำหรับการลงทุนระยะยาวในกองทุนที่ให้ผลตอบแทนได้ดีที่สุดก็คือการซื้อหน่วยลงทุนในวันที่ราคา NAV มีราคาถูก แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครรู้ว่าวันเวลาไหนคือวันที่ราคา NAV ต่าที่สุดให้ซื้อได้กันแน่ โดยเฉพาะในภาวะที่ตลาดหุ้นผันผวนอย่างมากในปัจจุบัน

วิธีหนึ่งที่แนะนำกันมานาน และได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นคือ วิธีลงทุนแบบถัวเฉลี่ย หรือ Dollar Cost Averaging (DCA) วิธีนี้นักลงทุนจะทยอยเข้าซื้อหน่วยลงทุนเป็นประจำอย่างต่อเนื่องในสันเวลาที่กำหนด เช่นทุกต้นเดือน กลางเดือน หรือปลายเดือน โดยไม่สนใจว่าราคาขณะนั้นๆ เป็นเท่าใด โดยผู้ลงทุนไม่ต้องคอยกังวลคอยติดตามข้อมูลเพื่อหาจังหวะซื้อให้เสียเวลา ซึ่งแม้ว่าราคา NAV ที่ได้จะแพงบ้าง ถูกบ้าง แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปผู้ลงทุนจะได้ราคาทุนเฉลี่ยที่เหมาะสม และดีกว่าการสุ่มซื้อเพียง 1-2 ครั้งในแต่ละปีแล้วผิดพลาด โดยเฉพาะกองทุนลดภาษีอย่าง RMF และ LTF ที่นักลงทุนมักรอจังหวะเก็งเข้าซื้อเวลาราคา NAV ต่ำ หรือช่วงปลายปี  การลงทุนแบบถัวเฉลี่ยให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

source: ธนาคารกรุงเทพ


Page 1 of 612345»...Last »