เหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมาย
เหตุสุดวิสัย ตามประมวลกฎหมาย
การประกันภัยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 เราถือว่าผู้ประสบภัยที่มิใช่ผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายเป็นบุคคล ที่สามทั้งสิ้น ซึ่งต่างกับการประกันภัยรถยนต์หมวดความคุ้มครองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกที่ เราถือว่าคนในครอบครัวของผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย อันได้แก่ บิดามารดา คู่สมรสและบุตรของผู้ขับขี่ รวมทั้งลูกจ้างของผู้ขับขี่รถ ซึ่งได้รับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยขณะปฏิบัติหน้าที่ตามทางการที่จ้าง ซึ่งบุคคลเหล่านี้ไม่ได้รับความคุ้มครอง เหตุที่ไม่ได้รับความคุ้มครองก็เพราะคนที่เป็นญาติสนิทกันเขาจะไม่ติดใจ เรียกร้องต่อกันทั้งในทางแพ่งและในทางอาญา จึงไม่ถือว่าเป็นบุคคลที่สาม ส่วนลูกจ้างของเขาได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานอยู่แล้ว จึงได้กำหนดเป็นข้อยกเว้นไว้
มีอยู่ไม่น้อยทีเดียว ที่รถก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ประสบภัยที่อยู่ในรถคนที่เป็นผู้ประสบภัย มักเป็นบุคคลในครอบครัวของผู้ขับขี่ที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะคนในบ้านเดียวกัน ไปไหนมาไหนก็มักจะไปด้วยกัน เมื่อรถเกิดอุบัติเหตุคนที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการสอบสวนและฟ้องคดีอาญาฐาน ขับรถโดยประมาททำให้คนเจ็บและตายก็มักจะหาทางออกด้วยการลงความเห็นว่าเป็น เหตุสุดวิสัย เพื่อให้ผู้ขับขี่รอดพ้นจากคดีอาญา แต่จะเป็นเหตุสุดวิสัยตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 8 ด้วยหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งจะต้องพิจารณากันต่อไป
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 437 บัญญัติให้ผู้ควบคุมหรือครอบครองยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล รวมทั้งทรัพย์ที่เป็นของเกิดอันตรายได้โดยสภาพต้องรับผิดโดยเคร่งครัด (stric liability) แต่ก็สามารถจะพิสูจน์ให้ตนเองหลุดพ้นจากความรับผิดได้หากสามารถพิสูจน์ได้ ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากเหตุสุดวิสัยประการหนึ่ง หรือเกิดจากความผิดของผู้ต้องเสียหายนั้นเองอีกประการหนึ่ง
ความเสียหายเกิดจากความผิดของผู้ต้องเสียหายเองพอจะเข้าใจได้ เช่น ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถยนต์โดยกระชั้นชิด หรือผู้ตายจงใจกระโดดให้รถยนต์ทับ เป็นต้น แต่ความเสียหายเกิดจากเหตุสุดวิสัยนั้น ดูจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 8 ได้ให้ความหมายของคำว่า "สุดวิสัย" ไว้ดังนี้
คำว่า "เหตุสุดวิสัย" หมาย ความว่าเหตุใด ๆ อันจะเกิดขึ้นก็ดี จะให้ผลพิบัติก็ดี เป็นเหตุที่ไม่อาจป้องกันได้ แม้ทั้งบุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบเหตุนั้นจะได้จัดการระมัดระวัง ตามสมควรอันพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะและภาวะเช่นนั้น
เหตุสุดวิสัยเป็นเหตุที่ทำให้บุคคลผู้มีความรับผิด อย่างเช่น ผู้ควบคุมหรือครอบครองยานพาหนะอันเดินด้วยกำลังเครื่องจักรกลตามที่บัญญัติ ไว้ในมาตรา 437 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ต้องรับผิดต่อผู้ที่ได้รับความเสียหายอัน เกิดจากยานพาหนะที่เดินด้วยกำลังเครื่องจักรกล หรืออาจทำให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากความรับผิดในหนี้ได้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 219 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่า " ถ้าการชำระหนี้กลายเป็นพ้นวิสัยเพราะพฤติการณ์อันใดอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นภาย หลังที่ได้ก่อหนี้และซึ่งลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดชอบนั้นไซร้ ท่านว่าลูกหนี้เป็นอันหลุดพ้นจากหนี้นั้น" เช่น นายธนบัตร ว่าจ้างให้นายสตางค์ขนไม้ที่กองอยู่หน้าบ้านของนายธนบัตรซึ่งอยู่ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนไปส่งที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่ก่อนกำหนดส่งเดินทาง ไม้ที่กองอยู่หน้าบ้านเกิดไฟไหม้ทั้งหมด เป็นต้น การที่ไม้ถูกไฟไหม้ถือเป็นเหตุพ้นวิสัยตามความหมายของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 219
เหตุสุดวิสัยจึงเป็นเหตุที่ทำให้ลูกหนี้ยกขึ้นเป็นข้อแก้ตัวได้ ซึ่งมีผลในทางกฎหมายเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรจึงจะถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยนั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุนทร มณีสวัสดิ์ได้ให้คำอธิบายไว้ในหนังสือเอกสารการสอนชุดวิชา กฎหมายแพ่ง 1ของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราชไว้อย่างชัดเจน จึงจะขอหยิบยกมากล่าวไว้เป็นสังเขปเพื่อให้ผู้ที่มีหน้าที่ในการพิจารณา เกี่ยวกับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติดังนี้
1. เหตุที่เกิดขึ้นนั้นต้องมิใช่เกิดจากการกระทำของผู้ต้องประสบ แต่เกิดจากเหตุภายนอกตัวผู้ต้องประสบ ซึ่งอาจเกิดจาก
1) ภัยธรรมชาติ ซึ่งอยู่นอกเหนืออำนาจของมนุษย์ อาทิ ฟ้าผ่า แผ่นดินไหว หรือน้ำท่วม เป็นต้น
2) เกิดจากอำนาจรัฐ คือราชภัย เช่น การที่รัฐออกกฎหมายห้ามการกระทำบางอย่างกรณีเช่นนี้อาจถือได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัยได้
3) เกิดจากการทำของบุคคลภายนอกหรือปัจจัยภายนอก เช่น คนวิ่งตัดหน้ารถในระยะกระชั้นชิด หรือต้นไม้รากเน่าล้มมาโดนรถที่กำลังวิ่งไปถึงตรงนั้นพอดี เป็นต้น
2. บุคคลผู้ต้องประสบหรือใกล้จะต้องประสบไม่อาจป้องกันได้แม้จะได้ใช้ความระมัดระวังตามความสมควรแล้ว แต่ถ้าหากได้จัดการระมัดระวังตามความสมควรแล้วเหตุนั้นจะไม่เกิดขึ้น ก็จะถือเป็นเหตุสุดวิสัยไม่ได้ การที่ไม่อาจป้องกันได้ในที่นี้ หมายถึงเหตุหรือผลที่บุคคลทั่ว ๆ ไป ไม่อาจป้องกันได้
กรณีต่อไปนี้ถือว่าเป็นเหตุสุดวิสัย
คำพิพากษาฎีกาที่ 619/2510
จำเลยขับรถยนต์ในราชการตำรวจไปตามถนนโดยใช้สัญญาณไฟแดงกะพริบและแตรไซเรน เพื่อนำผู้ประสบภัยส่งโรงพยาบาล การขับรถโดยใช้สัญญาณดังกล่าว มิได้หมายความว่าจะขับรถเร็วเท่าใดก็ไม่เป็นการละเมิดหากเกิดการเสียหายขึ้น แต่จะต้องขับด้วยความเร็วไม่สูงกว่าธรรมดาตามสมควรแก่พฤติการณ์เช่นนั้น และจะต้องใช้ความระมัดระวังในฐานะที่ต้องใช้ความเร็วสูงกว่าธรรมดาตามสมควร แก่พฤติการณ์เช่นนั้นด้วย จำเลยขับรถใช้อาณัติสัญญาณไฟแดงกะพริบและเปิดไซเรนมาด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อจะขึ้นสะพานลดลงเหลือ 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมงมีรถบรรทุกแล่นสวนมาบนสะพานโดยไม่หยุด และมีเด็กวิ่งข้ามถนนตัดท้ายรถบรรทุกข้ามถนนผ่านหน้ารถจำเลยในระยะกระชั้น ชิดจำเลยไม่อาจหยุดรถได้ทัน จึงต้องหักหลบแล้วไปชนผู้ตาย ถือได้ว่าความเร็วที่จำเลยใช้ในขณะข้ามสะพานไม่เป็นความเร็วที่เกิดสมควรตาม เวลาและสถานที่ ประกอบกับพฤติการณ์อื่น ๆ ในขณะนั้น จึงไม่เป็นการประมาทเลินเล่อ การที่มีเด็กวิ่งตัดหลังรถบรรทุกข้ามถนนตัดหน้ารถจำเลยเป็นเหตุบังเอิญมิอาจ คาดหมายได้ และเกิดขึ้นโดยฉับพลัน เป็นเหตุที่ไม่มีใครป้องกันได้ เมื่อจำเลยได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรอันจะพึงคาดหมายได้ จากบุคคลในฐานะที่ประสบเหตุเช่นนั้นแล้ว เหตุที่เกิดขึ้นจึงเป็นเหตุสุดวิสัย จำเลยไม่ต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 437
คำพิพากษาฎีกาที่ 2015/2520
ผู้ตายวิ่งตัดหน้ารถยนต์ซึ่งจำเลยขับในระยะกระชั้นชิดเป็นความประมาทของผู้ตายเองจำเลยไม่อาจห้ามล้อหยุดได้ทัน สุดวิสัยที่จะป้องกันได้ ไม่ใช่เกิดจากความประมาทของจำเลย

