วางแผนภาษี LTF-RMF

วางแผนภาษีตอนนี้ สร้างโอกาสที่ดีให้การออม

เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าช่วงไตรมาสสุดท้ายของทุกปี เป็นเวลาที่หลายท่านให้ความสนใจกับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) กันค่อนข้างมาก สาเหตุหลักก็เนื่องจากความต้องการที่จะใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีให้ทันก่อนจะสิ้นปี นอกจากนี้ ผู้ที่เป็นเจ้าของกิจการส่วนตัวต่างก็เริ่มมองภาพตัวเลขรายได้ทั้งปีของตนเองได้ชัดเจนขึ้นแล้ว… โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีนี้อาจเรียกได้ว่ามีความน่าสนใจเป็นพิเศษ จากการที่ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวลดลงแล้วประมาณ 50% ตั้งแต่ต้นปี ดังนั้น จึงถือเป็นจังหวะดีในการเลือกลงทุนในกองทุนรวมที่ให้สิทธิลดหย่อนภาษี ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของการ “วางแผนภาษี เพื่อการออมที่มากขึ้น”

เป็นที่ทราบกันโการวางแผนภาษี (Tax Planning) คืออะไร
การวางแผนภาษี หมายถึง การนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีตามที่กฎหมายกำหนดไว้มาใช้ลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปีเพื่อบรรเทาภาระภาษีให้น้อยลง ซึ่งเป็นการช่วยให้สามารถออมเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งใจไว้ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการวางแผนภาษีเป็นการลดภาระภาษีแบบถูกต้องตามกฎหมาย และมีความหมายต่างไปจากการหลบภาษีและการหนีภาษี

  • การหลบภาษี (Tax Avoidance) หมายถึงการใช้ช่องโหว่ทางกฎหมาย ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลงโดยไม่ผิดกฎหมาย
  • การหนีภาษี (Tax Evasion) หมายถึงการเลี่ยงไม่เสียภาษีหรือเสียภาษีน้อยลงโดยฝ่าฝืนกฎหมาย

สิทธิประโยชน์ทางภาษีสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ

  • สิทธิประโยชน์ทั่วไป คือสิทธิประโยชน์อันเกิดจากสถานภาพของบุคคลนั้นๆ เช่น สถานภาพสมรส จำนวนบุตร บุพการีที่เกษียณแล้ว ค่าใช้จ่ายผู้มีเงินได้ เป็นต้น กล่าวง่ายๆ คือเป็นสิทธิประโยชน์ที่ติดอยู่กับตัวผู้มีเงินได้ แต่จะยื่นขอใช้สิทธิหรือไม่ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง
  • สิทธิประโยชน์จากการออมและลงทุน คือสิทธิประโยชน์อันเกิดจากการที่รัฐส่งเสริมการออมการลงทุนระยะยาว รวมทั้งการเกื้อกูลกันในสังคม เช่น กรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีกำหนดเวลาตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป การลงทุนในกองทุนรวม LTF กองทุนรวม RMF เงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ/กบข. ดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัย กรมธรรม์ประกันสุขภาพ บิดามารดา และเงินบริจาคต่างๆ เป็นต้น

การเข้าใจ สิทธิประโยชน์จากการออมและลงทุน นั้นมีความสำคัญไม่น้อยเพราะสิทธิประโยชน์เหล่านี้เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายภาษีและทำให้การเก็บออมเพิ่มขึ้น

การใช้สิทธิประโยชน์จากการออมและลงทุน ต่างจากการไม่ใช้สิทธิอย่างไร
ลองมาดูตัวอย่างกัน สมมติว่า นางสาวสายไหม ทำงานบริษัทเอกชน ได้รับเงินเดือนเดือนละ 50,000 บาท โบนัส 2 เดือน (ดังนั้น รวมแล้วมีรายได้ต่อปีเท่ากับ 700,000 บาท) จ่ายเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตรา 5% ของเงินเดือน ปัจจุบันมีสถานภาพโสด หากคุณสายไหม ไม่ใช้สิทธิประโยชน์จากการออมและลงทุนแล้ว จะสามารถหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิประโยชน์ทั่วไปได้ดังนี้

  • หักค่าใช้จ่ายเงินได้ 60,000 บาท (40% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เนื่องจากเป็นรายได้จากการจ้างแรงงานตามมาตรา 40 (1))
  • หักค่าลดหย่อนส่วนตัวของผู้เสียภาษี 30,000 บาท
  • หักค่าลดหย่อนกองทุนประกันสังคม 9,000 บาท (5% ของเงินเดือนแต่สูงสุดเดือนละ 750 บาท หรือปีละ 9,000 บาท)
  • หักค่าลดหย่อนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 30,000 บาท (อัตรา 5% ของเงินเดือน)

ดังนั้น จะมีรายได้พึงประเมินสุทธิเท่ากับ 571,000 บาท และเสียภาษีจำนวน 49,200 บาท (ฐานภาษีสูงสุด 20%) อย่างไรก็ตาม หากใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากการออมและลงทุนแบบเต็มที่ตามสิทธิ ซึ่งในที่นี้ขอกล่าวถึงประกันและการลงทุน 3 รายการ ประกอบด้วย

  • เบี้ยประกันชีวิต (สำหรับกรมธรรมที่ให้ความคุ้มครองระยะยาว 10 ปีขึ้นไป) จำนวน 100,000 บาท
  • กองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF จำนวน 105,000 บาท (15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 700,000 บาท* ซึ่งเป็นวงเงินพิเศษสำหรับปีนี้ จากเดิม 500,000 บาท)
  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือ RMF จำนวน 105,000 บาท (15% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 700,000 บาท ซึ่งเป็นวงเงินพิเศษสำหรับปีนี้ จากเดิม 500,000 บาท)

รวมเป็นจำนวนเงินเพื่อการใช้สิทธิลดหย่อนประเภทการออมและการลงทุน ทั้งหมดจำนวน 310,000 บาท กรณีนี้จะส่งผลให้รายได้พึงประเมินสุทธิลดลงเหลือ 261,000 บาท และมีภาระภาษีเพียง 11,000 บาท ซึ่งหมายความว่าคุณสายไหมสามารถประหยัดภาษีลงได้ถึง 38,100 บาท (การเปรียบเทียบเงินได้พึงประเมินสุทธิและภาษีที่ต้องจ่าย แสดงไว้ตามตารางข้างล่าง)

จำนวนเงินที่ประหยัดลงได้ 38,100 บาทนั้น แสดงให้เห็นว่าคุณสายไหมสามารถสร้างผลตอบแทนจากประกันและการลงทุนได้ใน 12.3%* นอกจากนี้ ยังสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายด้านภาษีลงได้ 5.4% ของรายได้ต่อปี (หมายเหตุ: *บนฐานจำนวนเงินที่ใช้สิทธิเท่ากับ 310,000 บาท และผลตอบแทนดังกล่าวเกิดขึ้นหมายถึงเฉพาะปีภาษีแรกเท่านั้น)

ตรวจสอบสภาพคล่องส่วนเกิน ก่อนใช้สิทธิทางภาษี
อย่างไรก็ตาม กรณีข้างต้นไม่ได้หมายความว่าคุณสายไหมควรใช้เงินเพื่อสิทธิประโยชน์จากการออมและการลงทุนอย่างเต็มที่ เพราะตามหลักการวางแผนทางการเงิน (Financial Planning) ที่ดีนั้น ควรให้ความสำคัญกับการมีเงินออมและสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อการใช้จ่ายประจำวันและเผื่อไว้ยามฉุกเฉินเป็นอันดับแรก โดยทั่วไปแล้วขอแนะนำว่าควรมีสภาพคล่องเผื่อไว้ประมาณ 3 ถึง 6 เท่าของรายจ่ายเฉลี่ยต่อเดือน เพราะหากมีสภาพคล่องน้อยเกินไปก็จะส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการดำรงชีวิต แต่หากมีสภาพคล่องมากเกินไปก็ย่อมทำให้พลาดโอกาสการนำเงินไปสร้างประโยชน์ด้วยการประหยัดภาษีหรือการลงทุนอื่นๆ ดังนั้นจำนวนที่มากกว่าช่วง 3 ถึง 6 เท่านั้น อาจจะพิจารณานำไปใช้สำหรับสิทธิประโยชน์ด้านการออมและลงทุนได้

น้อยกว่า 3 เท่า สภาพคล่อง 3-6 เท่า มากกว่า 6 เท่า
อาจกระทบคุณภาพการดำรงชีวิตประจำวัน สภาพคล่องเหมาะสม อาจพิจารณานำส่วนนี้ไปใช้สำหรับสิทธิประโยชน์ด้านการออมและลงทุน

ตัวอย่างเช่น หากคุณสายไหมมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน (รวมค่าใช้จ่ายทั่วไปและการชำระหนี้รายเดือน) อยู่ที่ 20,000 บาท ขณะเดียวกันก็กำลังเก็บออมเงินเพื่อแผนเกษียณอื่นจำนวน 10,000 บาท นอกจากนี้ยังมีความต้องการเก็บเงินสภาพคล่องไว้จำนวน 6 เท่าของรายจ่าย

ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าคุณสายไหมต้องการมีเงินสำรองไว้จำนวน 180,000 บาท และสภาพคล่องส่วนเกินจากจำนวนนี้จะสามารถนำไปใช้เพื่อการประหยัดภาษีได้โดยไม่กระทบคุณภาพการดำรงชีวิตประจำวัน

  • สมมติว่าคุณสายไหมเก็บข้อมูลงบดุลส่วนบุคคลแล้ว เห็นว่ามีสภาพคล่องคงเหลือ 500,000 บาท ดังนั้น สภาพคล่องส่วนเกินจะเท่ากับ 320,000 บาท ซึ่งค่อนข้างเพียงพอหากจะนำไปใช้สำหรับสิทธิลดหย่อนทั้งสามรายการ
  • อย่างไรก็ตาม หากคุณสายไหมนึกขึ้นได้ว่าต้องกันเงินอีกจำนวน 200,000 บาท สำหรับแผนการซื้อสินค้าในอนาคตแล้ว สภาพคล่องส่วนเกินจริงๆ จะลดลงมาอยู่ที่ 120,000 บาท ซึ่งในกรณีนี้ คุณสายไหมควรจะได้รับคำแนะนำจากผู้ให้คำปรึกษาด้านวางแผนการเงินส่วนบุคคล ถึงจำนวนที่ควรจัดสรรไปยังการทำประกันชีวิต LTF และ RMF ด้วย เพราะเครื่องมือประหยัดภาษีแต่ละแบบนี้มีวัตถุประสงค์และลักษณะ การจ่ายกระแสเงินสดในอนาคตแตกต่างกัน

การวางแผนภาษี ด้วยการนำสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดมาใช้ประโยชน์นั้นมีหลายรูปแบบ โดยรูปแบบพื้นฐานที่สำคัญและขอนำเสนอในที่นี้มีอยู่ 2 เรื่อง คือ (1) การเลือกกองทุนรวมประเภท LTF และ RMF การกระจายหน่วยภาษี และ (2) การกระจายหน่วยภาษี

เลือกกองทุนรวม LTF และ RMF แต่ต้องคำนึงถึงระดับความเสี่ยง
การลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือประหยัดภาษีได้เป็นอย่างดี จากการที่รัฐให้สิทธิลดหย่อนในระดับที่สูง และการมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลายสอดคล้องกับความต้องการของผู้ลงทุน อย่างไรก็ตาม
การพิจารณาว่าจะเลือกกองทุนใดก็ควรจะพิจารณาถึงระดับความเสี่ยงที่ตนเองยอมรับได้มาประกอบ เพราะนโยบายที่แตกต่างกันเหล่านี้ย่อมหมายถึงระดับความเสี่ยง และผลตอบแทนที่ต่างกันไปด้วย

เราลองมาดูระดับความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนในสินทรัพย์ที่เรียกว่าเป็นสินทรัพย์พื้นฐานทั้ง 3 อย่างประกอบด้วย

  • หุ้นสามัญ คำนวณโดยใช้ผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET index) บวกด้วยผลตอบแทนจากเงินปันผลในแต่ละปี โดยทั่วไปเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง
  • พันธบัตรรัฐบาล คำนวณจากดัชนีผลตอบแทนรวมของพันธบัตรัฐบาล (Government Bond total return index) โดยทั่วไปเป็นตัวแทนของสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง
  • พันธบัตรระยะสั้น (ตั๋วเงินคลัง) คำนวณจากดัชนีตั๋วเงินคลัง (T-bill index) โดยทั่วไปเป็นตัวแทนของสินทรัพยท์ มีี่ความเสี่ยงตํ่าประเภท กองทุนรวมตลาดเงิน หรือกองทุนรวมพันธบัตรระยะสั้น
  • นอกจากนี้ ยังได้สร้างพอร์ตจำลองของการลงทุนที่เกิดจากการผสมระหว่างหุ้น 70% :พันธบัตร 30% และหุ้น 40% : พันธบัตร 60% เพื่อแสดงถึงระดับความเสี่ยงจากการผสมสินทรัพย์ทั้งสองประเภท

จากสถิติดัชนีสินทรัพย์ดังกล่าวตั้งแต่ปี 25451 จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2551 รวมระยะเวลา 6 ปี 11 เดือน สามารถแสดงผลตอบแทนรายปี ผลตอบแทนเฉลี่ย และค่าความเสี่ยงซึ่งคำนวณจากค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) ได้ตามตารางข้างล่าง จะเห็นได้ว่าสินทรัพย์
ประเภทหุ้นสามัญให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 17.10% สูงกว่าพันธบัตรฯ ซึ่งให้ผลตอบแทน 4.78% และดัชนีตั๋วเงินคลังซึ่งให้ผลตอบแทน 2.65% ขณะที่พอร์ตแบบผสมที่มีนโยบาย

แต่ผลตอบแทนสูงก็ย่อมต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงสูง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลย้อนหลังของดัชนีหุ้นว่ามีความผันผวนของผลตอบแทนมาก เช่น บางปีอาจให้ผลตอบแทนมากกว่าหนึ่งเท่าตัว ขณะที่บางปีอาจให้ผลขาดทุนครึ่งหนึ่ง ซึ่งแปลออกมาเป็นค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานของดัชนีหุ้นซึ่ง
เท่ากับ 22.70% ต่อปี ต่างจากพันธบัตรรัฐบาลซึ่งมีค่าความเสี่ยงเท่ากับ 3.43% ต่อปี ขณะที่พันธบัตรระยะสั้นแทบไม่มีความเสี่ยงเลย หากนำข้อมูลผลตอบแทนและความเสี่ยงมาวางเรียงกันก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นดังนี้

กระจายหน่วยภาษีด้วยการแยกยื่นแบบแสดงรายการ
การแยกยื่นแบบแสดงรายการถือเป็นวิธีพื้นฐานในการวางแผนภาษีที่นิยมใช้กรณีของคู่สมรสเนื่องจากปกติแล้ว แม้เงินได้พึงประเมินสุทธิโดยรวมจะไม่แตกต่างกันระหว่างกรณีของการแยกยื่นและรวมยื่น แต่การแยกยื่นแบบจะทำให้เงินได้พึงประเมินที่นำมาคำนวณภาษีตามอัตราก้าวหน้า (progressive tax rate) ของแต่ละคนลดลง ด้วยการแยกเงินออกเป็นหน่วยภาษี 2 หน่วยแทนที่จะรวมกันเป็นหน่วยเดียว

ตัวอย่างเช่น นายสมศักดิ์และนางสมศรีเป็นสามีภรรยากัน และได้รับรายได้ในรูปของเงินเดือนปีละ 720,000 และ 600,000 บาทตามลำดับ เมื่อหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนตามสิทธิประโยชน์ทั่วไป เช่น ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่าลดหย่อนผู้มีเงินได้ กองทุนประกันสังคม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (สมมติว่าอัตรา 5% ของเงินเดือน) แล้ว คงเหลือรายได้พึงประเมินสุทธิของนายสมศักดิ์เท่ากับ 585,000 บาท และของนางสมศรีเท่ากับ 471,000 บาท

  • กรณีแยกยื่น : ภาษีเงินได้ในส่วนของนายสมศักดิ์จะเท่ากับ 52,000 บาท และนาง สมศรีจะเท่ากับ 32,100 บาท รวมเป็นภาษีจำนวน 84,100 บาท
  • กรณีรวมยื่น : เงินได้พึงประเมินสุทธิรวมกันเป็น 1,056,000 บาท และคิดเสมือนเสียภาษีด้วยหน่วยภาษีเดียวกันคือจำนวน 151,800 บาท
  • แสดงให้เห็นว่าการกระจายหน่วยภาษีสามารถลดภาษีเงินได้ลงได้ถึง 67,700 บาท

กระจายหน่วยภาษีด้วยการจัดตั้งคณะบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล
คณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล คือการที่บุคคลธรรมดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงเข้ามาทำธุรกิจร่วมกัน และโดยบทบัญญัติของประมวลรัษฎากรถือว่า คณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคลเป็นหน่วยภาษีที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้น การจัดตั้ง ลักษณะนี้ถือเป็นการกระจายหน่วยภาษีอีกแบบหนึ่งที่นิยมในกลุ่มผู้ที่มีรายได้พึงประเมินมาก เพื่อป้องกันไม่ให้ฐานภาษีเข้าไปอยู่ในขั้นที่ต้องเสียภาษีในอัตราสูง ทั้งนี้ ถ้าบุคคล 2 คนมาร่วมกันตั้งคณะบุคคลแล้ว ผลที่ได้คือจะมีหน่วยภาษีทั้งหมด 3 หน่วย ทั้งนี้ คณะบุคคล/ห้างหุ้นส่วนสามัญที่มิใช่นิติบุคคล ก็สามารถหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าลดหย่อนบางประเภทได้

กลยุทธ์การลดหย่อนภาษียังอีกหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประเภทเงินได้ที่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้สูง การหารายได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์กรมสรรพากร www.rd.go.th หรือคอร์สอบรมของสถาบันพัฒนาความรู้ตลาดทุน
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย www.tsi-thailand.org

source: www.k-weplan.com

Tags: , , ,

Comments are closed.