ประกันภัย

ประกันภัย

การประกันภัย จากจุดเริ่มต้น ถึงการดำเนินธุรกิจ

source: Thai insurance

เป็นระยะเวลานานมาแล้วที่มนุษย์ในแต่ละยุคสมัยมุ่งแสวงหาหนทางการมีชีวิตที่ยืนยาว รวมทั้งการวางหลักประกันเพื่อการดำรงอยู่อย่างมั่นคงของเผ่าพันธุ์และครอบครัว แต่อนาคตก็ดูจะเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก ท่ามกลางความไม่แน่นอน ทางออกหนทางหนึ่งคือ การเตรียมความพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความสูญเสียทั้งทรัพย์สินและร่างกาย แนวคิดการ ประกันภัยประเภทต่าง ๆ จึงเริ่มเกิดขึ้น จุดเริ่มต้นของการประกันภัยในอดีตที่มีการศึกษาค้นคว้าไว้ ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยโบราณ และสืบเนื่อง
ต่อมากระทั่งถึงยุคที่การค้าเฟื่องฟู การคุ้มครองอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับ ธุรกิจและทรัพย์สิน ได้เกิดเป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง คือ ธุรกิจการรับ ประกันภัย และด้วยสภาวะการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคมเมือง สำนึกในความมั่นคงสำหรับอนาคตเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจ ดังนั้น
ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการป้องกันและวางหลักประกันให้กับอนาคต ทั้งส่วนตัวและธุรกิจ ตลอดจนทรัพย์สิน ธุรกิจด้านนี้จึงเติบโตขยายตัว และปรากฏหลักฐานความเจริญรุ่งเรืองอย่างต่อเนื่อง และกล่าวได้ว่าการประกันภัยนับเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการคุ้มครองระบบเศรษฐกิจ

การประกันภัย: จากจุดเริ่มต้นถึงการดำเนินธุรกิจ
กิจการประกันภัย ซึ่งรวมการประกันทุกประเภท มิได้ก่อตัวจากปัจจัยภายในสังคมไทย หากแต่เรารับเอาแนวคิดและธุรกิจการประกันภัยจากตะวันตก ซึ่งการศึกษาเกี่ยวกับความเป็นมาของการประกันภัยในประเทศตะวันตกในงานวิจัยนี้มิได้เป็นการค้นคว้าจาก แหล่งข้อมูลโดยตรง แต่อาศัยหลักฐานจากการอ้างอิงและการศึกษาจากหนังสือ บทความที่ตีพิมพ์ทั้งในยุโรปและอเมริกา รวมทั้งงานแปลภาคภาษาไทย ซึ่งได้ศึกษาค้นคว้าและเสนอว่า การประกันภัยประเภทแรกของโลก คือการประกันภัยทางทะเล ที่ย้อนอดีตไปได้ถึงยุคบาบิโลเนีย ในเขตเมโสโปเตเมีย 1 แม้กระนั้นจากจะนับจุดเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจการประกันภัยที่เข้ารูปเข้ารอยดังปรากฏอยู่ในทุกวันนี้ พิจารณาได้ว่าอยู่ในช่วงระยะเวลาเมื่อโลกตะวันตกเริ่มเข้าสู่ยุคสมัยใหม่หลังสมัยกลาง (คริสต์ศตวรรษที่ 14) เป็นต้นมา นับแต่ยุคนั้นยุโรปเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และแนวความคิด เป็นกระบวนการที่นำไปสู่จุดเริ่มต้นของความเจริญสู่ยุคสมัยใหม่ในโลก
ตะวันตก ซึ่งมีพัฒนาการสำคัญมาจากการขยายตัวของการค้า และการสำรวจดินแดนต่าง ๆ เชื่อมโลกทางตะวันตกกับตะวันออกเข้าด้วยกันทำให้ระบบเศรษฐกิจแบบเงินตราขยายตัวไปสู่เศรษฐกิจแบบทุนนิยม

ตั้งแต่ยุคต้นของสมัยกลางที่เมืองซบเซา ผู้คนอยู่ในระบบศักดินาสวามิภักดิ์ภายใต้เศรษฐกิจระบบแมเนอร์ หรือแบบคฤหาสน์ ต่อมา
การผลิตส่วนใหญ่อาศัยแรงงานทาสติดที่ดิน เจ้าที่ดินและอัศวินมีเวลาว่างมากขึ้น มีรสนิยมที่ฟุ่มเฟือย สินค้าในวัฒนธรรมเมืองเริ่มเป็นที่ต้องการ เกิดการผลิตสินค้าหัตถกรรม งานช่างฝีมือ ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นต้นมาระบบเศรษฐกิจระบบแมเนอร์เริ่มเสื่อม
ประกอบกับสงครามครูเสดที่ทำให้ชาวยุโรปได้เปิดหูเปิดตา มีความต้องการเห็นโลกที่กว้างขึ้น การสำรวจทางทะเล ทำให้การค้าเริ่มฟื้นตัว และพัฒนาไปสู่ระบบทุนนิยม พร้อม ๆ กับการขยายอิทธิพลของชาวยุโรปไปในดินแดนที่ห่างไกล คนต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยที่มากไปกว่าของใช้ในชีวิตประจำวัน ความต้องการนี้ทำให้การค้าฟื้นตัว จึงเกิดช่องว่างให้พวกที่มีฝีมือการช่างประกอบการผลิตมากขึ้น พ่อค้าหรือชนชั้นกลางซึ่งถือเป็นชนชั้นใหม่ของสังคมตะวันตกมีฐานะและธุรกิจที่มั่นคงมากขึ้น และเนื่องจากพวกพ่อค้าต้องการระบบการเมืองที่มั่นคงด้วย ซึ่งระบบศักดินาสวามิภักดิ์ในสมัยกลางไม่สามารถตอบสนองได้ชนชั้นกลางจึงเป็นฝ่ายสนับสนุนสำคัญของการปกครองแบบราชาธิปไตย

ระหว่าง ปี ค.ศ. ที่ 1000 ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 14 อัตราการเพิ่มของประชากรในยุโรปมากเป็นประวัติการ แรงงานจึงเพิ่มขึ้นตามไป
ด้วย ในเมืองใหญ่ เช่น ฟลอเรนซ์ มิลาน ปาเลอโม โรม ลอนดอน โคโลญจน์ ปารีส มีพลเมืองถึง 50,000 คน ความต้องการอาหารมาก
ขึ้น ต้องเพิ่มเนื้อที่เพาะปลูกใหม่และอาศัยเทคนิคใหม่ ๆ ช่วยในการผลิต ในแต่ละดินแดนมีสินค้าแตกต่างกัน จึงมีการแลกเปลี่ยนสินค้า และนำไปสู่การค้าขาย การค้าเริ่มต้นอย่างช้า ๆ ในศตวรรษที่ 11 ศูนย์กลางการค้าแบบใหม่ได้ก่อตัวขึ้นตามเมืองต่าง ๆ ศตวรรษที่ 13 เป็นต้นมา กิจกรรมการพาณิชย์ขยายตัวออกไปทั่วยุโรป จากเมดิเตอร์เรเนียน สู่บอลติก จากแอตแลนติกถึงรัสเซีย จากใจกลางสู่รอบขอบทวีป เกิดระบบเศรษฐกิจเงินตรา มีสัญญาซื้อขาย การนำทองคำมาใช้เป็นมาตรฐานการใช้จ่ายสากล การเดินทางขนส่งทางทะเลนำรายได้สู่พ่อค้าอย่างมหาศาล ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุอันตรายกับเรือสินค้าหรือสินค้า จึงเป็นความสูญเสียที่ไม่มีสิ่งทดแทนได้ แต่แนวโน้มการเกิดอันตรายนั้นคาดการณ์ได้ยาก จึงเกิดแนวคิดของการริเริ่มรับประกันภัยการขนส่งทางทะเล จากจุดเริ่มต้นที่เป็นภาระของพ่อค้ากลุ่มหนึ่งที่รวมตัวกันตกลงจะจ่ายเงินให้กับพ่อค้าที่เป็นเจ้าของกิจการที่เกิดภัยทางทะเล มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมหรือเบี้ยประกัน จากเจ้าของเรือหรือสินค้านั้น นับเป็นการเริ่มต้นการประกันภัยทางทะเล ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นกิจการประกันภัยประเภทแรก ๆ

การขยายตัวทางการค้า ทำให้การแข่งขันต่อสู้ระหว่างเมืองท่าริมทะเลในแถบเมดิเตอร์เรเนียน เช่น ปิซา มาร์แซล เจนัว และเวนิส
เข้มข้นขึ้น เกิดการแย่งชิงสิทธิ์ในการผูกขาดการค้า ไหม ผ้าปักดนิ้ และเครื่องเทศ พ่อค้าในกลุ่มเมืองแถบสแกนดิเนเวีย เยอรมัน บอลติก ในยุโรปเหนือ มีเมืองต่าง ๆ กว่า 150 เมือง รวมตัวกันก่อตั้งสันนิบาตฮันเซียติค Hanseatic League ในปี ค.ศ. 1358 ผูกขาดการค้ากับการพาณิชย์ส่วนเหนือ ทำการค้าขนสัตว์ ปลา เมล็ดพันธุ์พืช และไม้ซุง ทางใต้ของเยอรมันและลุ่มน้ำไรน์ มีศูนย์กลางการค้าและเส้นทางระหว่างอิตาลี และยุโรปภาคเหนือ เช่น ที่ออสเบิร์ก นิวเรมเบิร์ก และโคโลญจน์ การค้านอกจากสร้างความร่ำรวยแก่เมืองท่าต่าง ๆ แล้ว ยังทำให้เกิดกลุ่มชนทางสังคมกลุ่มใหม่ ๆ เช่น พวกช่างฝีมือ ช่างโลหะ ช่างปืน ช่างอัญมณี คนตัดเสื้อ รองเท้า รวมกลุ่มอาชีพในเมือง เป็นอุตสาหกรรมระยะแรก มีการรับซื้อวัตถุดิบจากพ่อค้า ผลิตสินค้าสำเร็จรูป

การเปลี่ยนแปลงที่ทำให้อิทธิพลของยุโรปขยายตัวไปสู่ดินแดนต่าง ๆ มาจากการสำรวจทางทะเล และการเดินเรือ มีการลงทุนด้าน
อุตสาหกรรมการต่อเรือ และพัฒนาเทคนิคการเดินเรือ ทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความรวดเร็วและไปได้ไกล มีการค้นพบเส้นทาง
ใหม่ เช่น การเดินทางไปอเมริกา ในปี ค.ศ. 1492 จึงเรียกยุคนี้ว่า สมัยแห่งการค้นพบ Age of Discovery การค้นพบเส้นทางเดินเรือ ทำให้ความสำคัญของนครรัฐอิตาลีและศูนย์การค้าตามเมืองต่าง ๆ ในเยอรมันซบเซาลง ถึงคริสต์ศตวรรษที่ 17-18 อังกฤษ ฝรั่งเศส และฮอลันดา ขยายอำนาจแทนที่สเปนและปอร์ตุเกส เข้าครอบครองดินแดนในโลกใหม่ เอเชีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลียและนิวซีเแลนด์ ทำให้ศูนย์การค้าทางตะวันตกของยุโรปเฟื่องฟูขึ้น เช่น อันทเวิร์ป ลียง แทนที่เวนิสและเจนัว และเมืองท่าใหม่ ๆ เกิดขึ้น เช่น ลอนดอน อัมสเตอร์ดัม

ตั้งแต่สมัยการค้นพบดินแดนใหม่ ปลายศตวรรษที่ 15 ถึงปลายศตวรรษที่ 18 รัฐบาลยุโรปตะวันตกพยายามควบคุมพัฒนาการทาง
เศรษฐกิจ ยกเว้นฮอลันดา รัฐชาติทุกประเทศดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระบบพาณิชย์นิยม หรือ ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ

ระบบพาณิชย์นิยม เน้นผลประโยชน์ และความมั่งคั่งของชาติ ประเทศต่าง ๆ ต้องหาวิธีให้ได้ทองและเงินเข้าประเทศ ซึ่งมักจะได้มา
จากอาณานิคม และวิธีที่นิยมคือ ขายมากกว่าซื้อ จึงใช้นโยบายกีดกันสินค้าเข้า ตั้งกำแพงภาษีสูง สนับสนุนการส่งออก ซื้อวัสดุเข้าในราคาต่ำ แต่ขายผลผลิตในราคาสูง นอกเหนือจากการกอบโกยตรง ๆ อาณานิคมยังเป็นทั้งแหล่งวัตถุดิบ และตลาดระบายสินค้า โดยที่เมืองแม่จะไม่ยอมให้อาณานิคมผลิตสินค้าแข่งขัน พ่อค้าเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความมั่งคั่งให้กับรัฐ โดยรัฐให้การสนับสนุน เช่น จัดตั้งบริษัทรวมหุ้น Joint stock company เพื่อผูกขาดการค้าและหาผลประโยชน์จากตลาดในดินแดนห่างไกล บางทีบริษัทก็ทำตัวเป็นผู้รุกรานทั้งการเมือง และเศรษฐกิจไปพร้อมกัน ผลของระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ที่ปรากฏชัดเจนคือ เงินตรามีความหมายมากกว่าที่ดิน ปราสาท ระบอบราชาธิปไตยมีอำนาจและความมั่นคงเพิ่มขึ้น กษัตริย์ใช้ประโยชน์จากพ่อค้าและนายธนาคาร ทำลายอำนาจขุนนางที่เคยเป็นคู่แข่ง ชนชั้นกลางได้รับตำแหน่งสำคัญในการบริหารบ้านเมือง

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ของธุรกิจการค้าที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ธุรกิจการรับประกันภัยประเภทต่าง ๆ จึงเข้ามามี
บทบาทสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อประกันต่อความเสี่ยง และการสูญเสียในการลงทุนการค้า

Tags: ,

Comments are closed.