ประกันชีวิตแบบออมทรัพย์

source: นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์  02-11-2007

ผมได้รับแจกใบปลิวขายประกันชีวิตแบบออมทรัพย์มาอันนึ่ง เขามีเงื่อนไขดังนี้ครับ

* วงเงินประกัน 1 ล้านบาท ระยะเวลาคุ้มครอง 15 ปี
* ชำระเบี้ยปีละ 100,000 บาท ปีที่ 1-7 หลังจากนั้นไม่ต้องจ่ายอีกเลย
* สิ้นปีที่ 15 ถ้าไม่เคลมประกัน (aka รอดตาย) คุณจะได้รับเงินคืน 1 ล้านบาท

น่าสนใจมั้ยครับ จ่ายไปทั้งหมดแค่ 7 แสน สุดท้ายได้เงินคืน 1 ล้านบาท แถมประกันชีวิตให้อีกด้วย มีแต่ได้กับได้

แต่เดี๋ยวก่อน…โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี เชื่อว่าคุณคงพอจะเดาออกว่าเป็นเรื่องของ Time Value of Money เงินจำนวนเท่ากันในอนาคตมีค่าน้อยกว่าในปัจจุบันเพราะเรื่องของดอกเบี้ย

สมมติว่าดอกเบี้ยอยู่ที่ 5% ต่อปี ถ้าฝากเงินปีละ 1 แสนติดต่อกัน 7 ปี ในปีที่ 7 เงินฝากทั้งหมดจะกลายเป็น FV(5%, 7, -100000) =820420 บาท ถ้าฝากต่อไปจนถึงปีที่ 15 จะกลายเป็น 820420*1.05^8 = 1,202,945 บาท

แต่ในปีที่ 15 คุณได้รับเงินคืนแค่ 1,000,000 บาทเท่านั้น ดังนั้นเงินส่วนต่างอีก 202,945 บาทที่หายไปก็คือเบี้ยประกันชีวิตนั่นเอง

ผมอยากรู้ว่าเบี้ยประกัน 2 แสนบาทนี้สมเหตุผลหรือไม่ ผมก็เลยไปหาตัวเลขเบี้ยประกันชีวิตแบบธรรมดา (ไม่ออมทรัพย์) ขนาดทุนประกัน 1 ล้าน ระยะเวลาคุ้มครอง 15 ปีมาดู ปรากฏว่า เสียเบี้ยปีละประมาณ 10710 บาท ถ้าฝากธนาคารปีละ 10710 บาท อัตราดอกเบี้ย 5% ต่อปี ติดต่อกัน 15 ปี เมื่อถึงปีที่ 15 เงินฝากจะกลายเป็น FV(5%,15,-10710) = 213106 บาท จะเห็นได้ว่ามีค่าใกล้เคียงกันมาก (แต่เหตุที่ไม่เท่ากันพอดีเพราะอัตราดอกเบี้ยที่ผมสมมติขึ้นที่ 5% ต่อปีอาจไม่ตรงกับของบริษัทประกัน ถ้าลอง trail-and-error ดู จะพบว่าดอกเบี้ยที่ทำให้เบี้ยประกันทั้งสองแบบมีค่าเท่ากันพอดีจะอยู่ที่ ประมาณ 5.25% นั่นแสดงว่าบริษัทประกันนำเบี้ยประกันไปลงทุนแสวงหากำไรในสินทรัพย์ที่มีผล ตอบแทนคาดหวัง 5.25% ต่อปี)

การประกันชีวิตแบบออมทรัพย์ดึงดูดใจลูกค้าได้มากกว่า เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์ การจ่ายเงินไปแล้วไม่ได้อะไรกลับมาเลย (ไม่เสียชีวิตภายใน 15 ปี คือแจกพ็อตไม่แตก) นั้นเจ็บปวด แต่ถ้า เงินต้นอยู่ครบ แต่ดอกเบี้ยที่ควรจะได้รับหายไปเป็นจำนวนเท่ากัน เรากลับไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่า ทั้งที่จริงๆ แล้วก็ “แป๊ะเอี่ย”

(*อย่างไรก็ตาม การประกันชีวิตยังมีข้อดีอีกข้อหนึ่งที่ผมไม่ได้กล่าวถึงคือเบี้ยประกันสามารถนำมาหักภาษีได้ครับ)

Tags: ,

Comments are closed.