ความล้มเหลวของกิจการประกันชีวิต
ความล้มเหลวของกิจการประกันชีวิต
การดำเนินงานของบริษัทประกันชีวิตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา อยู่ในภาวะที่ขาดการควบคุมและการดำเนินการตามหลักการประกันชีวิต มีผลให้เกิดความล้มเหลวและปัญหาภาวะการเงินในบางบริษัท โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารที่ผิดพลาดเรื่องการลงทุนที่
มีอัตราความเสี่ยงภัยเพื่อหวังผลตอบแทนสูง ไม่เข้าใจการกันเงินสำรองเพื่อจ่ายคืนให้ลูกค้า หรือมีการนำเงินไปใช้ในกิจการส่วนตัวของคณะกรรมการบริหารบางราย ปัญหาในการบริหารและการดำเนินการ เนื่องจากการขาดความรู้อย่างแท้จริง ขาดการควบคุมและกฎหมายบังคับ ทำให้กิจการบริษัทประกันชีวิตในระยะเวลานั้นไร้กฎเกณฑ์ที่ถูกต้อง และบางส่วนก็ถูกแทรกแซงจากการเมืองด้วย ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤตการณ์บริษัทประกันชีวิตอีกครั้งหนึ่งของเมืองไทย
ความล้มเหลวและการปิดกิจการบริษัทประกันชีวิต
บริษัทนครหลวงประกันชีวิต เป็นบริษัทแรกที่ประสบปัญหาถึงขั้นวิกฤต นับแต่ก่อตั้งบริษัทนี้มีนักการเมือง คือ นายควง อภัยวงศ์ เป็น
ประธานบริษัท ต่อมาได้มีการปรับปรุงผู้ถือหุ้นและเปลี่ยนแปลงประธานบริษัทเป็นหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ และมีการนำเงินไปใช้ในงานการเมือง
1 กิจการของบริษัทนี้อยู่ในมือของนักการเมืองและนายทหาร และในที่สุดก็ถูกสั่งให้หยุดกิจการตั้งแต่ปี 2507 และศาลสั่งให้ล้มละลายเมื่อ วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2508 การปิดบริษัทนี้ซึ่งมีจำนวนผู้เอาประกันมากเป็นอันดับหนึ่ง 2 ทำ ให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่าง
กว้างขวาง พิสิษฐ์ ศุขะวณิช ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า …ในขณะนั้นพอดีกับกิจการธนาคารแห่งหนึ่งกำลังประสบภาวะอันตรายอย่างยิ่ง และธนาคารดังกล่าวกับบริษัทนครหลวงประกันชีวิตฯ มีส่วนเกี่ยวกันอย่างใกล้ชิด ในด้านกรรมการผู้บริหารเกือบจะเป็นบุคคลเดียวกัน และเมื่อบริษัทนครหลวงประกันชีวิตฯ ล้มลง ธนาคารดังกล่าวกลับฟื้นตัวและดำเนินกิจการก้าวหน้าจนถึงปัจจุบันนี้ คล้ายคลึงกับกิจการประกันชีวิต
ในสหรัฐอเมริกาก่อน พ.ศ. 2449 ที่เริ่มมีกฏหมายประกันชีวิตใช้ในนครนิวยอร์ค
เนื่องจากการปิดกิจการบริษัทนครหลวงประกันชีวิตจำกัด และเป็นคดีความ มีเจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ทั้งสิ้น 8,590 ราย เจ้า
พนักงานรวบรวมลูกหนี้ของบริษัทได้ทั้งหมด 7,360 ราย ส่วนใหญ่คือผู้เอาประกัน 4 ทางภาครัฐจึงตื่นตัวในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในทำนองเดียวกันกับบริษัทประกันชีวิตที่เหลือ ในช่วงนี้มีบริษัทที่ได้รับใบอนุญาต 12 บริษัท จัดลำดับตามฐานะทางการเงินดังนี้
ก. บริษัทที่มีฐานะการเงินดี คือ
1. บริษัทอาคเนย์ประกันภัยจำกัด
2. บริษัทเมืองไทยประกันชีวิตจำกัด
3. บริษัทไทยเศรษฐกิจประกันภัยจำกัด
ข. บริษัทที่มีฐานการเงินเกือบดี คือ บริษัท อเมริกันอินเตอร์แนชชั่นแนลแอสชัวรันส์ จำกัด
ค. บริษัทที่มีฐานะการเงินปานกลาง คือ
1. บริษัทไทยสมุทรพาณิชย์ประกันภัย จำกัด
2. บริษัทไชน่าอันเดอร์ไรต์เตอร์แอสชัวรันส์จำกัด
ง. บริษัทที่มีฐานะการเงินเกือบปานกลาง คือ
1. บริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด
2. บริษัทกรุงสยามประกันชีวิต จำกัด
จ. บริษัทที่มีฐานะการเงินไม่มั่นคง คือ
1. บริษัทไทยประสิทธิประกันภัย จำกัด
2. บริษัทอินเตอร์แนชชั่นแนลไลฟ์แอสชัวรันซ์ (ประเทศไทย) จำกัด
3. บริษัทประกันชีวิตบูรพาจำกัด
4. บริษัทประกันชีวิตศรีอยุธยา จำกัด
สาเหตุที่บริษัทประกันชีวิตส่วนใหญ่ประสบปัญหาฐานะไม่มั่นคงเนื่องจาก
1. ผู้บริหารงานไม่มีความรู้เกี่ยวกับการประกันภัย ซึ่งการประกันชีวิตต้องใช้เทคนิคและวิชาการมาก รวมทั้งต้องมีประสบการณ์มากพอสมควร
2. ส่วนใหญ่เป็นบริษัทครอบครัว เพราะหุ้นของบริษัทส่วนใหญ่ถูกถือโดยบุคคลเพียงไม่กี่คน ดังนั้น อำนาจการบริหารงานย่อมตกอยู่กับบุคคลที่ถือหุ้นใหญ่
3. ขาดเงินทุน
4. ขาดการประหยัด
5. ขาดการผลิตตัวแทนประกันชีวิต
6. ขาดหลักการลงทุน รายได้จากการลงทุนเป็นหัวใจสำคัญของกิจการประกันชีวิต เพราะการกำหนดอัตราเบี้ยประกันชีวิต
และการจัดสรรเงินสำรองประกันชีวิตย่อมขึ้นอยู่กับอัตรารายได้ของสภาวะการลงทุนของตลาดในขณะนั้น เพราะฉะนั้นหากบริษัทไม่สามารถนำทรัพย์สินส่วนใหญ่อันเกิดจากเบี้ยประกันภัยที่ได้รับไปลงทุนให้เกิดผลประโยชน์ในอัตราเฉลี่ยตามการลงทุนของตลาดแล้ว บริษัทย่อมประสบผลขาดทุน
7. ขาดการช่วยเหลือและค้ำจุนจากรัฐ
8. ขาดการส่งเสริมและการโฆษณาโดยรัฐ ต่อมากระทรวงการคลังได้กำหนดมาตรการและเสนอแนะแนวทางปฏิบัติต่อบริษัทที่มีฐานะการเงินไม่มั่นคง ทั้งด้านมาตรการลงโทษ และการช่วยเหลือ ไว้ดังนี้
ด้านการลงโทษ
1. ในกรณีฝ่าฝืนหรือหรือกระทำการใดเสียหาย ให้ตักเตือนหรือสั่งให้แก้ไข หรือลงโทษ โดยการปรับหรืออาญาตามกฎหมาย
2. ในกรณีฐานะการเงินไม่มั่นคง หรือมีหนี้สินเหนือกว่าทรัพย์สินให้หยุดกิจการชั่วคราว เพื่อแก้ไขปรับปรุงฐานะการเงิน
ด้านการช่วยเหลือ มีแนวทางที่อาจกระทำโดยวิธีหนึ่งวิธีใด หรือหลายวิธี คือ
1. ควบกิจการ ให้บริษัทที่มีฐานะการเงินดีเข้าซื้อกิจการ หรือควบกิจการบริษัทที่ต้องการความช่วยเหลือ
2. รัฐเข้าซื้อหุ้น ดังเช่นที่เคยปฏิบัติในการแก้ปัญหาธนาคาร กรุงเทพ, ธนาคารกรุงไทย ซึ่งทำให้ประชาชนมีความเชื่อถือและมั่นใจมากขึ้น
3. หากรัฐมีนโยบายให้ตั้งบริษัทประกันชีวิตเพิ่มใหม่ ก็ให้ผู้ขอตั้งบริษัทเข้าซื้อหุ้นของบริษัทที่ต้องการความช่วยเหลือ
4. โอนให้รัฐดำเนินกิจการ ซึ่งเป็นข้อเสนอวิธีสุดท้าย โดยพิจารณาว่าบริษัทนั้น ๆ ไม่สามารถรับความช่วยเหลือกรณีอื่นได้ และหากปล่อยไว้จะเป็นภัย แต่วิธีนี้ไม่เหมาะสำ หรับประเทศไทย เพราะจะสร้างปัญหาแก่รัฐนอกจากนี้ยังมีความเห็นว่า รัฐควรให้การส่งเสริมกิจการประกันชีวิตด้วยการ
1. มีมาตรการควบคุมที่รัดกุม
2. รัฐเข้าช่วยเหลือและค้ำจุน
3. ส่งเสริมการลงทุน
4. ยกเว้นภาษีการค้าและภาษีเทศบาล
5. จำกัดจำนวนบริษัทประกันชีวิต
และวางมาตรการในกรณีอนุญาตให้จัดตั้งบริษัทประกันชีวิตใหม่ ดังนี้
1. ไม่เป็นการแย่งตลาดการรับประกันชีวิตและเจ้าหน้าที่ของบริษัทที่มีอยู่เดิม
2. ผู้บริหารงานและ เ จ้าหน้าที่ของบริษัทต้องมีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ในหน้าที่ที่จะปฏิบัติ
3. เป็นไปตามร่างเงื่อนไขการขออนุญาตจัดตั้งบริษัทประกันชีวิต ขึ้นใหม่
4. มีโครงการหรือนโยบายในการประกอบธุรกิจประกันชีวิตที่มีประสิทธิผลดังเช่นในต่างประเทศ และมีระเบียบในการบริหารงานของบริษัท รวมทั้งนโยบายในการลงทุนที่แน่นอน
นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติประกันชีวิต ซึ่งการร่างพระราชบัญญัตินี้มีการริเริ่มมาตั้งแต่ก่อน พ.ศ. 2496
แล้ว แต่รัฐบาลในยุคสมัยนั้นไม่ให้ความใส่ใจเท่าที่ควร ดังได้กล่าวไว้แล้วในบทที่ผ่านมา ต่อเมื่อเกิดวิกฤตการณ์บริษัทประกันชีวิ ต
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดกิจการบริษัทนครหลวงประกันชีวิตจำกัด ที่กระทบต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นอย่างมาก จนเกิดเป็นปัญหาทางจิตวิทยา ทำให้ความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการประกันชีวิตและการดำเนินงานของบริษัทประกันชีวิตต่าง ๆ ลดน้อยลง รัฐบาลจึงหวนกลับมาพิจารณาและเร่งการออกกฎหมายควบคุมกิจการประกันชีวิตในที่สุดได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2510 และให้มีผลบังคับใช้หลังจากประกาศ 180 วัน คือ ตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2510 เป็นต้นไป นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ให้กับวงการประกันชีวิตของไทย ในช่วงระยะเวลาที่พระราชบัญญัติประกันชีวิตอยู่ระหว่างการประกาศใช้ กิจการของบริษัทประกันชีวิตอีกแห่งหนึ่งก็ถูกสั่งปิดลง ในพ.ศ. 2511 คือ บริษัทบูรพาประกันชีวิตจำกัด บริษัทนี้เป็นบริษัทสุดท้ายที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจประกันชีวิต ซึ่งตั้งแต่เริ่มดำเนินงานได้แสดงให้เห็นว่าเป็นบริษัทประกันชีวิตที่จะดำเนินงานด้วย หลักวิชาการอย่างแท้จริง และประกาศว่าการลงทุนของบริษัทจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และกฎการลงทุนของสถาบันประกันชีวิต
บริษัทบูรพาประกันชีวิตมีนักคณิตศาสตร์ประกันชีวิตที่ปรึกษา (Consulting Actuary) คือ ดร. เอเมเทริโอ รัว (Dr. Emeterio
Roa) ด้วยหลักการที่ถูกต้อง บริษัทประกันชีวิตจะต้องมีนักคณิตศาสตร์ประกันชีวิตประจำ เพื่อตรวจสอบค่าแห่งความรับผิดชอบ
และคำนวณอัตราเบี้ยประกัน นอกจากนี้ทางบริษัทได้ออกแบบกรมธรรม์ประกันชีวิตใหม่ หลายแบบที่บริษัทอื่นยังไม่มี โดยคำนวณ
อัตราเบี้ยประกันชีวิตตามหลักวิชาการใช้ตารางมรณะฮันเตอร์ เซมิทรอปิคอล (Hunters Semi-Tropical) ซึ่งใช้อยู่ในประเทศฟิลิปปินส์
ขณะนั้น และผ่านการตรวจสอบรับรองโดยนักคณิตศาสตร์ประกันชีวิตที่ปรึกษา บริษัทนี้มีมีระเบียบการบริหารและดำ เนินงานภายใน อิงหลักการอย่างใกล้ชิด การบริการผู้เอาประกันถือเป็นหัวใจ มีการรื้อฟื้นกรมธรรม์ทุกระยะ ๓ ปี และมีการฝึกอบรมตัวแทนให้มีความรู้ในวิชาการประกันชีวิตขั้นมูลฐาน ให้การอบรม (Basic Life Insurance & Salesmanship) เป็นบริษัทแห่งแรกที่มีการอบรมตัวแทนอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ หลังจากบริษัทบูรพา ดำเนินกิจการมาเป็นระยะเวลา 5 ปี ก็ประสบปัญหาภายใน ผู้บริหารออกจากบริษัทไปเล่นการเมือง และผู้บริหารระดับสูงรายอื่น ๆ พากันถอนออกจากบริษัทไป ทำให้กฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ตั้งแต่ต้นถูกผู้บริหารรุ่นหลังละเลย และเมื่อนายทุนเข้าควบคุมกิจการ และนำเงินของบริษัทไปลงทุนอย่างไม่ระมัดระวัง ทำให้สูญเสียเงินลงทุน ในที่สุดเมื่อพระราชบัญญัติประกันชีวิตประกาศใช้ในปี พ.ศ. 2510 บริษัทบูรพาประกันชีวิตจำกัด จึงเป็นหนึ่งใน 4 บริษัทที่ถูกควบคุมตรวจสอบหลักฐานสินทรัพย์และการเงินลงทุน นายทุนเดินทางออกนอกประเทศไม่ให้ความร่วมมือในการรื้อฟื้นธุรกิจ รัฐบาลเห็นว่าแก้ไขไม่ได้ จึงสั่งปิดบริษัทบูรพาประกันชีวิตจำกัดในปี พ.ศ. 2511
source: พิสิษฐ์ ศุขะวณิช. "ประวัติศาสตร์ประกันชีวิตในประเทศไทย" วารสารสำนักงานประกันภัย ปีที่ 3

