การลงทุนในตราสารหนี้

ตราสารหนี้คืออะไร

ตราสารหนี้เป็นตราสารการเงิน ที่เป็นสัญญาแสดงความเป็นหนี้ระหว่างผู้ออก (Issuer) และผู้ถือตราสารหนี้ หรือที่เรียกว่าผู้ลงทุน ตราสารหนี้ต้องมีกำหนดอายุ และอัตราดอกเบี้ยหรือผลประโยชน์อื่นใดเป็นจำนวนที่แน่นอน โดยระบุวันที่ชำระดอกเบี้ยและเงินต้นล่วงหน้า ตั้งแต่เมื่อออกตราสารนั้น และในระหว่างที่ยังไม่ครบกำหนดอายุ หรือวันไถ่ถอน สามารถซื้อขายโอนเปลี่ยนมือกันได้

ผู้ออกตราสารหนี้คือผู้กู้เงินจากผู้ที่ซื้อตราสารหนี้ ผู้ออกคือลูกหนี้และผู้ซื้อ คือผู้ให้กู้หรือเจ้าหนี้นั่นเอง ซึ่งแตกต่างจากตราสารทุนหรือหุ้นสามัญ ที่ผู้ถือตราสารทุนนั้น ลงทุนในส่วนของผู้ถือหุ้น และมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ไม่ใช่เจ้าหนี้

ตราสารหนี้ เป็นศัพท์กว้างๆ แต่ที่ท่านอาจคุ้นเคยมากกว่า คือ “พันธบัตร” และ “หุ้นกู้” โดยพันธบัตร มักใช้เรียกตราสารหนี้ ที่ออกโดยรัฐบาลหรือ
รัฐวิสาหกิจ และมักเรียกว่าหุ้นกู้เมื่อออกโดยบริษัทเอกชน แต่ในต่างประเทศใช้คำว่า “Bond” สำหรับตราสารหนี้ทั่วไปทั้งที่ออกโดยรัฐและเอกชน มีในบางกรณีที่เรียกว่า “Debenture” เมื่อตราสารหนี้นั้นไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกั

องค์ประกอบที่สำคัญของตราสารหนี้ มารู้จักตราสารหนี้อย่างจริงจังมากขึ้นโดยขอให้ท่านพิจารณาองค์ประกอบหลักๆ ที่ควรทราบ ดังนี้

1. ผู้ออกตราสารหนี้ คือ บริษัท รัฐวิสาหกิจ กระทรวงการคลัง ที่เป็นผู้กู้นั่นเอง

2. ประเภทของตราสารหนี้ ในกรณีที่เป็นหุ้นกู้ จะมีความหลากหลายมากกว่าตราสารหนี้ ที่เป็นของภาครัฐ โดยจะได้กล่าว
ในรายละเอียดในหัวข้อถัดไป

3. อายุตราสารหนี้ คือ กำหนดอายุแน่นอนของหุ้นกู้ โดยระบุวันเริ่มต้นคือวันที่ออก และวันครบกำหนดไถ่ถอนของหุ้นกู้ไว้อย่างชัดเจน

4. วันออกตราสารหนี้ (Issue date) คือ วันเริ่มต้นของการออกตราสารหนี้

5. วันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity date) คือ วันครบกำหนดไถ่ถอนหรือวันหมดอายุ ที่ผู้ออกหุ้นกู้ต้องจ่ายชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ยที่คงเหลือทั้งสิ้นคืนแก่ผู้ถือหุ้นกู้

6. มูลค่าที่ตราไว้หรือราคาพาร์ต่อหนึ่งหน่วยหุ้นกู้ เป็นคุณสมบัติของหุ้นกู้ ที่สามารถแยกเป็นหน่วยย่อยๆได้ เพื่อให้สามารถซื้อขายในตลาดรองส่วนใหญ่ราคาพาร์จะเริ่มต้นที่ 1,000 บาทต่อหน่วย และคงที่จนครบอายุของหุ้นกู้นั้นๆ แต่ในกรณีที่เป็นหุ้นกู้ ประเภททยอยจ่ายชำระคืนเงินต้น ราคาพาร์นี้ จะเปลี่ยนแปลงไปตามจำนวนเงินที่ทยอยคืนดังกล่าว

7. อัตราดอกเบี้ย (Coupon rate) คือ อัตราผลตอบแทนที่ต้องกำหนดตั้งแต่วันที่ออกหุ้นกู้นั้น อาจเป็นอัตราดอกเบี้ยคงที่ หรืออัตราดอกเบี้ยลอยตัว การจ่ายดอกเบี้ยกระทำเป็นงวดๆ และกำหนดวันจ่ายดอกเบี้ย เป็นวันที่ล่วงหน้าตรงกันทุกปี เช่น จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน ทุก 6 เดือน ณ วันที่เท่าไรของปีนั้นๆ

8. งวดการจ่ายดอกเบี้ย (Payment frequency) ต่อปี คือ จำนวนครั้งของการจ่ายดอกเบี้ย ในรอบปี เช่น 2 ครั้งต่อปีหมายถึงการจ่ายดอกเบี้ยทุกรอบ 6 เดือน (Semi-annually) หรือ 4 ครั้งต่อปี หมายถึงการจ่ายดอกเบี้ยทุกรอบ 3 เดือน (Quarterly)

9. อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ (Issue rating) คือ อันดับเครดิต ที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือประกาศเพื่อสะท้อนความสามารถ ของการชำระหนี้ ของตราสารหนี้นั้นๆ อันดับเครดิตสูง จะสะท้อนถึงความเสี่ยง ของการไม่ได้รับชำระหนี้ตามกำหนด น้อยกว่า
ตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่า ดังนั้น ตราสารหนี้ที่มีอันดับเครดิตต่ำ จึงต้องเสนออัตราดอกเบี้ย หรืออัตราผลตอบแทน ที่สูงกว่าตราสารหนี้ ที่มีอันดับเครดิตที่สูงกว่า เพื่อชดเชยความเสี่ยง จากการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงกว่า

Flash video e-learning

การลงทุนในตราสารหนี้
Talking point1
Talking point2
Talking point3
Talking point4
Talking point5
Talking point6

source: กรุงเทพประกันชีวิต
Bond Electronic Exchange : BEX

Tags: , , ,

2 Responses to “ การลงทุนในตราสารหนี้ ”

  1. thaiinsurance on 15/06/2008 at 22:49

    ความเสี่ยงของกองทุนตราสารหนี้
    * ความเสี่ยงจากผู้ออกตราสาร คือ ความสามารถในการจ่ายคืนเงินต้น หรือดอกเบี้ย ซึ่งดูได้จากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของผู้ออกตราสาร
    * ความเสี่ยงจากการผันผวนของอัตราดอกเบี้ย
    * ความเสี่ยงจากสภาพคล่องของตราสาร
    * การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูล และคู่มือภาษีก่อนการตัดสินใจลงทุน

  2. thaiinsurance on 15/06/2008 at 22:49

    แม้กองทุนรวมจะให้ผลตอบแทนสูงในระยะยาว แต่ระยะสั้น มูลค่าของกองทุนจะเปลี่ยนแปลงไปตามความผันผวนของตลาด ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญท่านควรตระหนักว่าเงินที่ท่านลงทุนไปอาจเพิ่มขึ้นหรืออาจลดลงก็ได้เช่นกัน

    More info
    Bond Electronic Exchange : BEX
    http://www.bex.or.th